กสม. ชี้กรณีหน่วยงานออกหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ทับที่ป่าสงวนใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กว่า 40 ปี

(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 3/2569)

กสม. ชี้กรณีหน่วยงานออกหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ทับที่ป่าสงวนใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กว่า 40 ปี กระทบสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชน

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 3/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

1. กสม. ชี้กรณีหน่วยงานออกหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ทับที่ป่าสงวนในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กว่า 40 ปี กระทบสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชน แนะเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อน

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนบ้านเนินกระถิน หมู่ที่ 1 ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ระบุว่า ผู้ร้องได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มาตั้งแต่ปี 2527 แต่ต่อมาปี 2563 มีการสำรวจเพื่อปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) และพบว่าแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดิน ทำให้ประชาชนผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนอาจถูกเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 และไม่สามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก การประกาศแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2507 พื้นที่อำเภอมวกเหล็กถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ได้แก่ ป่าท่าฤทธิ์ ป่าลำทองกลาง และป่าลำพญากลาง ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2520 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน และเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2525 มีการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติบางส่วนเพื่อให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน อย่างไรก็ตาม แผนที่ท้ายกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลลำพญากลาง ส่งผลให้พื้นที่พิพาทยังคงมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาในปี 2527 ประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลลำพญากลาง ได้รับเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 และได้อยู่อาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่องโดยมิได้มีการบุกรุกเพิ่มเติม ปัจจุบันพบว่ามีแปลงที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ได้รับผลกระทบจากการทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 103 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 1,519 ไร่ โดยบางแปลงอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินทั้งแปลง และบางแปลงมีพื้นที่ทับซ้อนเพียงบางส่วน

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดสระบุรีจึงมีคำสั่งลงวันที่ 10 มิถุนายน 2567 แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทับซ้อนกับพื้นที่เป้าหมายที่จะดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล จังหวัดสระบุรี โดยมีมติเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) ร่วมกับกรมป่าไม้นำภาพถ่ายจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี ตั้งแต่ปี 2495 – 2509 มาซ้อนทับกับพื้นที่ที่มีการออก ส.ป.ก. 4-01 เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ของประชาชนยังไม่ถูกเพิกถอน และประชาชนยังสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามสิทธิเดิม

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิในการมีที่อยู่อาศัยที่เพียงพอและสิทธิในการทำกินเพื่อการครองชีพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องใช้กลไกและอำนาจตามกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด กรณีนี้แม้ปี 2507 พื้นที่พิพาทจะเคยถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติมาก่อนการเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ในปี 2527 ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่ประชาชนพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลลำพญากลาง ทำให้ประชาชนได้รับสิทธิอยู่อาศัยและทำประโยชน์และใช้สิทธิในที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมายเรื่อยมา แต่ปรากฏว่า เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) ออกให้ประชาชนเป็นการออก ส.ป.ก. 4-01 นอกเขตปฏิรูปที่ดิน กรณีดังกล่าวเกิดจากความคลาดเคลื่อนของแผนที่ เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ 1 และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) (ผู้ถูกร้องที่ 2) ใช้มาตราส่วนแผนที่แตกต่างกัน ประกอบกับผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบสภาพการทำประโยชน์ก่อนออก ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทำให้ข้อมูลและแผนที่ไม่ตรงกัน ความผิดพลาดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ แม้เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ยังไม่ถูกเพิกถอนและอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาของคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนฯ แต่ผลของความผิดพลาดดังกล่าวจะทำให้ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลลำพญากลาง ไม่ได้รับสิทธิอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินที่ตนเคยใช้ประโยชน์มาแต่บรรพบุรุษ จึงรับฟังได้ว่ามีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่สอง กรณีประชาชนไม่สามารถนำที่ดิน ส.ป.ก. ไปเป็นหลักประกันสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ประชาชนในพื้นที่ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้นำที่ดิน ส.ป.ก. เป็นหลักประกันสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. แต่ภายหลังพบว่า ที่ดิน ส.ป.ก. ของประชาชนบางรายอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินทั้งแปลง หรือบางรายที่ดิน ส.ป.ก. มีเนื้อที่บางส่วนทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ ประชาชนจึงไม่สามารถนำที่ดิน ส.ป.ก. เป็นหลักประกันสินเชื่อได้

กสม. เห็นว่า แม้ ส.ป.ก. 4-01 จะยังไม่ถูกเพิกถอนแต่ผลจากการออก ส.ป.ก. 4-01 นอกเขตปฏิรูปที่ดินทำให้ประชาชน ไม่สามารถนำที่ดิน ส.ป.ก. ขอรับสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพจาก ธ.ก.ส. หรือจะต้องหาหลักทรัพย์อื่นมาทดแทน กรณีดังกล่าวจึงถือว่ามีการกระทำที่กระทบสิทธิของประชาชน และเป็นการลิดรอนสิทธิ ทำให้ประชาชนขาดความมั่นคงในการดำรงชีพทั้งของตนเองและครอบครัว จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังจังหวัดสระบุรีให้เร่งรัดคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนฯ ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่ที่ออก ส.ป.ก. 4-01 นอกเขตพระราชกฤษฎีกา และเสนอกรมป่าไม้เพื่อเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติบริเวณพิพาท เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่โดยเร็ว

นอกจากนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ร่วมกับกรมป่าไม้ ส.ป.ก. และ ธ.ก.ส. จัดทำบันทึกความร่วมมือระหว่าง ธ.ก.ส. กับ ส.ป.ก. เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ที่ปรากฏภายหลังว่าทับซ้อนกับแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติขอรับสินเชื่อจาก ธ.ก.ส.ได้ระหว่างที่ ส.ป.ก. 4-01 ยังไม่ถูกเพิกถอน

About The Author

Related posts