(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 3/2569)
ตรวจสอบการขอประทานบัตรเหมืองหิน ในจังหวัดเชียงราย กาญจนบุรี และพัทลุง ระบุเสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อม แนะทบทวนการรับฟังความเห็นและแก้ไขกฎหมายแร่
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 3/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
2. กสม. ตรวจสอบการขอประทานบัตรเหมืองหิน 3 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย กาญจนบุรี และพัทลุง ชี้เสี่ยงเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนะทบทวนการรับฟังความเห็นและแก้ไขกฎหมายแร่

นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบความไม่เหมาะสมของพื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองหินอุตสาหกรรม 3 แห่ง ได้แก่ เหมืองหินแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำซับซึมและป่าต้นน้ำ เหมืองหินท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี บนพื้นที่เขาหีบน้ำซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าไม้ของชุมชน และเหมืองหินตะโหมด จังหวัดพัทลุง ที่แวดล้อมด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติและมีพื้นที่อ่อนไหว เช่น มัสยิด โรงพยาบาล และโรงเรียน ในรัศมี 3 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้องเรียนให้ตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรในทั้ง 3 พื้นที่ดังกล่าวด้วย
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 19 ประกอบมาตรา 17 กำหนดว่า การอนุญาตให้ทำเหมืองให้พิจารณาอนุญาตได้เฉพาะในพื้นที่ที่แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่กำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง และการจัดทำแผนแม่บทต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบเป็นระยะ
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าเหมืองหินทั้ง 3 แห่งสามารถพิจารณาอนุญาตประทานบัตรได้ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 19 เนื่องจากเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเหมืองหินแม่จันจัดเป็นการทำเหมืองในที่ดินมีกรรมสิทธิ์จึงถือเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ส่วนเหมืองหินท่ามะกาและเหมืองหินตะโหมดนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งหินตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบก่อนที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 จะมีผลใช้บังคับ จึงถือว่าอยู่ในเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองตามบทเฉพาะกาล
ในส่วนของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนนั้น การทำเหมืองหินอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นระบบเหมืองเปิดที่ใช้วัตถุระเบิด ซึ่งเข้าข่ายต้องทำรายงาน EIA โดยกรณีเหมืองหินแม่จันผู้ยื่นคำขอประทานบัตรได้ถอนคำขอไปแล้วเนื่องจากประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการทำเหมือง ขณะที่เหมืองหินท่ามะกาตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ที่สมบูรณ์ และเหมืองหินตะโหมด อยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ พื้นที่อ่อนไหว และถิ่นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ในชั้นนี้จึงเห็นว่า เหมืองหินทั้งสองจึงมีความสุ่มเสี่ยงจะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิต
อย่างไรก็ดี กสม. มีข้อสังเกตว่า แม้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 19 จะอนุญาตให้ทำเหมืองได้เฉพาะพื้นที่เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ซึ่งถูกระบุไว้ในแผนที่แนบท้ายแผนแม่บท และมาตรา 17 วรรคสี่ ได้กำหนดห้ามทำเหมืองในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตโบราณสถาน เขตพื้นที่ที่มีกฎหมายห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด หรือพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม แต่การกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองตามแผนแม่บทฉบับที่ 1 และ 2 เป็นการกำหนดโดยคำนิยามและบทเฉพาะกาล จึงไม่ได้ทบทวนและตรวจสอบพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมเดิมว่าอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามทำเหมืองหรือไม่ ซึ่งโดยสภาพปกติทั่วไปของแหล่งหินที่อยู่ในภูเขามักพบระบบน้ำใต้ดินที่อาจเชื่อมโยงกับแหล่งต้นน้ำและป่าน้ำซับซึม แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการกำหนดคำนิยามแหล่งต้นน้ำและป่าน้ำซับซึมที่ชัดเจน
สำหรับการจัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 นั้น กสม. พิจารณาว่าสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย (ผู้ถูกร้องที่ 1) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี (ผู้ถูกร้องที่ 2) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพัทลุง (ผู้ถูกร้องที่ 3) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ผู้ถูกร้องที่ 4) เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมาย โดยในกรณีของเหมืองหินแม่จัน จังหวัดเชียงราย พบว่าสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายได้ดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และผู้ยื่นคำขอได้ถอนประทานบัตรไปแล้วในช่วงปลายปี 2566 จึงไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
กรณีเหมืองหินท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี แม้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย แต่การที่ประชาชนกว่า 1,500 คนลงชื่อคัดค้านคำขอประทานบัตรส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี แต่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ยังคงวินิจฉัยผลการรับฟังความคิดเห็นตามที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีเสนอ ให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการต่อไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเห็นของประชาชนไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า มีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
สำหรับกรณีเหมืองหินตะโหมด จังหวัดพัทลุง พบว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 มีกลุ่มชายฉกรรจ์ตั้งด่านสกัดและข่มขู่คุกคามไม่ให้ผู้คัดค้านเข้าร่วมประชุม แต่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพัทลุงและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่กลับสรุปผลว่าไม่มีผู้คัดค้านคำขอประทานบัตร ซึ่งเป็นการรายงานที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงรับฟังได้ว่า มีกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานผู้ถูกร้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อสรุปได้ดังนี้

ข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิด กรณีเหมืองหินท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ให้ ตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและข้อห่วงกังวลของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นความเหมาะสมของพื้นที่ขอประทานบัตรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวร และกรณีเหมืองหินตะโหมด จังหวัดพัทลุง ให้ยกเลิกผลการจัดรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562
ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีเหมืองหินท่ามะกา ให้กรมป่าไม้ตรวจสอบสาเหตุที่ไม่อาจประกาศให้ป่าเขาพังตรุเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามเจตนารมณ์ที่มีการจำแนกเป็นป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2530 และวันที่ 28 ธันวาคม 2536 และให้ประสานกับผู้ถูกร้องที่ 4 เพื่อสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาพังตรุและทบทวนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมต่อการกำหนดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองต่อไปหรือไม่ ส่วนกรณีเหมืองหินตะโหมด ให้กรมทรัพยากรธรณีและผู้ถูกร้องที่ 4 ทบทวนความเหมาะสมของแหล่งหินเขาน้อยซึ่งโดยรอบมีแหล่งน้ำสาธารณะที่อาจเป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม มีโครงการเสาไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน และมีพื้นที่อ่อนไหว
ให้กรมทรัพยากรธรณีและผู้ถูกร้องที่ 4 ร่วมกันทบทวนแหล่งหินอุตสาหกรรมที่ได้ประกาศหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรมก่อนพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ และให้นำหลักเกณฑ์การมีส่วนร่วมของประชาชนมาบังคับใช้กับกระบวนการสำรวจและกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง
ให้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติพิจารณาคำนิยามเกี่ยวกับพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม โดยคำนึงถึงมิติการใช้ประโยชน์ของประชาชนจากลำน้ำสาขาที่เชื่อมโยงกับแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงประกาศคณะกรรมการฯ เรื่อง หลักเกณฑ์การมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการบริหารจัดการแร่ ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2564 โดยเพิ่มช่องทางและวิธีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการแร่และการจัดทำแผนแม่บท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบและมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นของตนตั้งแต่เริ่มต้น

และให้ผู้ถูกร้องที่ 4 เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร โดยการขยายกลุ่มเป้าหมายผู้มีส่วนได้เสียและชุมชนที่ควรได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นให้ครอบคลุมท้องที่และผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง และให้นำหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาปรับใช้ นอกจากนี้ให้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) แก่ผู้ได้รับอนุญาตประทานบัตรและผู้ยื่นคำขอ เพื่อประกอบการขออนุญาตหรือต่ออายุประทานบัตร และในระยะต่อไปให้พัฒนาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาต
