วันที่ 7 พ.ค.69 แม่ใจสลาย! เดินทางจาก จ.มุกดาหาร ตั้งแต่บ่ายวันที่ 6 พ.ค. เข้าร้องทุกข์ “ปวีณา” จ้างเลี้ยงลูกสาวแรกเกิดจนถึง 5 เดือน คนเลี้ยงเอาเด็กมาคืนให้แม่ แม่คิดว่าเป็นลูกของตัวเองแท้ๆ รักและเลี้ยงดูจนเด็ก 1 ขวบ 6 เดือน เพิ่งรู้ลูกถูกสลับตัว ความแตก!! เมื่อหญิงแปลกหน้าทักแชตมาแสดงตัวเป็นแม่ของลูกที่เลี้ยงอยู่ รู้ความจริงแทบช็อก ไม่ทราบชะตากรรมลูกแท้ๆ ของตัวเองไปอยู่ที่ไหน โดยในเวลา 13.00 น. วันนี้. “ปวีณา” จะพาแม่ไปพบ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง รื้อคดี 2 ปีก่อน แม้ผู้ก่อเหตุจะถูกดำเนินคดีไปแล้ว เร่งหาเบาะแสช่วยให้เด็กน้อยที่ถูกสลับตัวได้กลับสู่อ้อมอกแม่ที่แท้จริงโดยเร็ว และให้ตำรวจติดตามหาแม่ที่แท้จริงของเด็กที่ผู้ร้องทุกข์เลี้ยงมาคิดว่าเป็นลูกด้วย

วันที่ 7 พ.ค.69 เวลา 13.00 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พา น.ส.นก (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี ชาวจ.มุกดาหาร เดินทางไปที่สภ.บางละมุง พบกับ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เพื่อขอให้ช่วยน.ส.นก ติดตามหาลูกสาว 3 ขวบที่ถูกน.ส.หนึ่ง (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี หญิงที่จ้างเลี้ยงสลับตัวไปโดยเอาลูกสาวคนอื่นมาสวมรอยส่งคืนให้น.ส.นก ตั้งแต่ยังเป็นทารกวัย 5 เดือน ซึ่งน.ส.นกมารู้ความจริงเมื่อตอนที่ลูก 1 ขวบ 6 เดือน จู่ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนทักแชตเฟซบุ๊กมาแสดงตัวเป็นแม่แท้ๆ ของลูกสาวที่น.ส.นก เลี้ยงอยู่ ตอนนี้ตำรวจจับ น.ส.หนึ่งแล้วถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก และได้ประกันตัวออกมาระหว่างรอยื่นอุทธรณ์ แต่น.ส.นก ไม่ทราบชะตากรรมของลูกสาวแท้ๆ ว่าตอนนี้ไปอยู่กับใครที่ไหน น.ส.นกอยากได้ลูกแท้ๆ กลับคืนมาใจจะขาดแต่มืดแปดด้านในการติดตามหาตัว เนื่องจากน.ส.หนึ่ง ปิดปากเงียบเรื่องที่อยู่ของเด็ก อ้างเพียงว่าสองสามีภรรยาชาวเมียนมาพาหนีไป จึงวอนขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา ช่วยประสานตำรวจติดตามหาลูกสาวตัวจริงกลับสู่อ้อมอกแม่ด้วย
นางปวีณา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนมาก จึงได้ประสาน พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง ทันที และได้นัดหมายมาพบ ผกก.ในวันนี้ ขณะเดียวกันได้นัด น.ส.จันจิรา ไทยบัณฑิต พมจ.ชลบุรี เดินทางมาด้วย เพราะต้องตามหาสองสามีภรรยาชาวเมียนมาที่เอาลูกของ น.ส.นกไป หากว่ามีการขายเด็กก็เข้าข่ายการค้ามนุษย์ต้องดำเนินคดีกับสองสามีภรรยาชาวเมียนมา และเร่งติดตามตัวเด็กซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ของน.ส.นกที่ถูกสลับตัวไปกลับมาคืนแม่ให้ได้ ขณะเดียวกันจะขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวน.ส.น้อย ที่แสดงตนเป็นแม่ของเด็กที่น.ส.นกเลี้ยงดูอยู่ในขณะนี้ มาสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น และความต้องการที่จะรับลูกไปเลี้ยงดูเองหรือไม่ ทุกอย่างจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามร่วมกับ ผกก.สภ.บางละมุง และ พมจ.ชลบุรี อย่างใกล้ชิดต่อไป
ความเป็นมา..
น.ส.นก ผู้เป็นแม่ เล่าความเป็นมาว่า ตอนปี 2565 แม่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมและทะเลาะกับแฟนหนุ่มจึงเลิกรากันไป แม่ไม่อยากให้ทางบ้านต้องรับรู้ จึงไปปรึกษาเพื่อน และเพื่อนได้แนะนำให้รู้จักกับกับน.ส.หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ห้องเช่ากับสามีและลูก 4 คนที่อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อได้พูดคุย น.ส.หนึ่งบอกว่าเป็นคนรักเด็ก เมื่อแม่คลอดลูกออกมาจะรับเลี้ยงให้ แม่จึงย้ายไปอยู่กับน.ส.หนึ่งที่จ.ชลบุรี ได้ประมาณ 20 วัน แม่ก็คลอดลูกสาวออกมาในเดือนต.ค.2565 และแม่เกิดเปลี่ยนใจไม่อยากยกลูกให้น.ส.หนึ่งแล้ว จึงตกลงจ้างน.ส.หนึ่งเลี้ยงลูกให้เดือนละ 8,000 บาท ส่วนแม่ก็ไปทำงานรับจ้างก่อสร้างในพื้นที่จ.ชลบุรีและอาศัยอยู่ที่ไซต์งาน

ระหว่างที่น.ส.หนึ่งเลี้ยงลูกให้ได้ 1 เดือนนั้นได้มาบอกกับแม่ว่า มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งอยากจะได้ทารกไปเลี้ยงเป็นลูก โดยจะให้เงินผูกข้อมือ 20,000 บาท แต่แม่ไม่ยอมยกลูกให้ หลังจากนั้นแม่ก็ยังฝากน.ส.หนึ่งเลี้ยงลูกต่อโดยไม่คิดอะไร เมื่อมีเวลาว่างแม่ก็ไปเยี่ยมลูกบ้างนานๆ ครั้ง จนกระทั่งลูกอายุ 5 เดือน วันที่ 1 มี.ค.66 จู่ๆ น.ส.หนึ่งก็นำลูกมาส่งให้แม่ โดยบอกว่าฝากไว้ก่อนจะไปทำธุระ แต่ผ่านไปหลายวันน.ส.หนึ่งก็ไม่มารับลูกไปดูแลต่อ แม่จึงได้เอาลูกไปฝากให้ยายเลี้ยงที่จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนจะไปทำงานรับจ้างต่อ จนเดือนพ.ค.66 แม่กลับไปเยี่ยมลูกได้สังเกตเห็นว่าหน้าตาของเด็ก 7 เดือนเปลี่ยนไป หน้าดำ และหน้าใหญ่ขึ้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าใช่ลูกตนเองหรือไม่ เลยถามยายว่า “จะไปตรวจ DNA ดีมั้ย” ยายบอกว่า “อย่าเลย ทำใจไม่ได้ ลูกใครก็เลี้ยงไปเถอะ”
หลังจากนั้นแม่ก็ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งเดือน มี.ค.67 เด็กน้อยอายุได้ 1 ขวบ 6 เดือน จู่ๆ ก็มีน.ส.น้อย (นามสมมุติ) ทักแชตเฟซบุ๊กมาหาแม่แสดงตนว่าเป็นแม่ของลูกสาวเรา และถามว่า “ลูกของหนูเป็นอย่างไรบ้าง ซนมั้ย อยากเห็นหน้าลูก ช่วยส่งรูปให้ดูหน่อย” และน.ส.น้อย ยังได้ส่งคลิปวิดีโอลูกสาวที่แม่เคยส่งให้น.ส.หนึ่งมายืนยัน แม่ถึงกับช็อก!! คุยแชตถามจนรู้เรื่องว่า ตอนที่ลูก 5 เดือน ช่วงเดือนมี.ค.66 น.ส.หนึ่ง ได้ไปเอาลูกของน.ส.น้อย โดยให้เงินไป 10,000 บาท ก่อนจะเอาลูกของน.ส.น้อย มาสวมรอยเป็นลูกของตนส่งคืนมาให้ ใจแม่แทบสลาย ตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าเด็กที่เลี้ยงอยู่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ จึงได้รีบติดต่อหาน.ส.หนึ่ง เพื่อสอบถามว่าลูกของตนอยู่ไหน แต่น.ส.หนึ่งก็ไม่ยอมบอกก่อนจะบล็อกทุกช่องทางติดต่อไม่ได้
จากนั้นวันที่ 7 มี.ค.67 แม่จึงได้ไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางละมุง ตำรวจได้ส่งตัวแม่และลูกที่ถูกสลับตัวมาไปตรวจ DNA ปรากฎว่าไม่ตรงกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเป็นแม่ลูกแต่อย่างใด และไม่นานตำรวจก็ได้จับกุมตัวน.ส.หนึ่ง ที่สลับตัวเด็กไปมาดำเนินคดี จากการสอบสวน น.ส.หนึ่ง อ้างว่าเอาลูกของตนไปให้กับสองสามีภรรยาชาวเมียนมา ตำรวจจึงแจ้งข้อหา น.ส.หนึ่ง “พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อหาผลกำไร” ศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อวันที่ 19 มี.ค.68 ให้จำคุกน.ส.หนึ่ง 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี ตอนนี้น.ส. หนึ่งได้ประกันตัวออกมาระหว่างรอยื่นอุทรณ์ ส่วนแม่พยายามตามหาลูกแท้ๆ มาโดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีเบาะแส ซึ่งแม่คิดว่าสองสามีภรรยาชาวเมียนมาที่เอาลูกของแม่ไปน่าจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวมาดำเนินคดีและสอบปากคำเพราะเป็นกุญแจสำคัญที่จะติดตามตัวลูกสาวแม่กลับมาได้ แม่จึงตัดสินใจโทรติดต่อมายังมูลนิธิปวีณาฯ ก่อนจะเดินทางจาก จ.มุกดาหาร มาร้องทุกข์ด้วยตนเองกับนางปวีณา เมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) เพื่อขอให้ช่วยประสานตำรวจติดตามตัวสองสามีภรรยาชาวเมียนมามาดำเนินคดี และนำลูกสาวกลับมาสู่อ้อมอกแม่
ล่าสุดวันนี้ 7 พ.ค.69 เวลา 09.00 น. นางปวีณา ได้มอบหมายให้นักกฎหมายและเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พาน.ส.นก ไปรับฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ในคดีที่น.ส.หนึ่ง ผู้ก่อเหตุสลับเด็ก ถูกดำเนินคดียื่นอุทธรณ์ขอลดโทษ (จำเลยซึ่งยื่นอุทธรณ์ไม่มาฟังคำพิพากษาตามนัดศาลจึงเลื่อนไปฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์เป็นวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น.)

และในวันนี้ 7 พ.ค.69 เวลา 13.00 น. นางปวีณาจะพาน.ส.นก ไปพบ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เพื่อติดตามคดีของบุคคลที่รับเด็กซึ่งถูกพรากไปและเร่งติดตามตัวเด็กซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ของน.ส.นกที่ถูกสลับตัวไปกลับมาคืนแม่ให้ได้ ขณะเดียวกันจะขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวน.ส.น้อย ที่แสดงตนเป็นแม่ของเด็กที่น.ส.นกเลี้ยงดูอยู่ในขณะนี้ มาสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าต้องการที่จะรับลูกไปเลี้ยงดูเองหรือไม่ เพราะทุกอย่างจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามร่วมกับ ผกก.สภ.บางละมุง และ พมจ.ชลบุรี อย่างใกล้ชิดต่อไป..
