“อนุกมธ.ตำรวจ” ขยี้ปมโรงเบียร์ย่างสด 37 ศพ แฉ 0.03 วินาทีมรณะ! “สว.กิติศักดิ์” เดือดจัดจี้จับจนท.รัฐสังเวยพียูโฟม แนะคปภ.จ่ายด่วนห้ามอ้างชันสูตร

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาความคืบหน้า เหตุเพลิงไหม้สถานบริการ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โดยเชิญ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ตำรวจพฐ. สำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยและการไฟฟ้านครหลวง เข้าร่วมประชุมชี้แจงที่อาคารรัฐสภา

นายกิติศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ที่ลงพื้นที่ลุยตรวจร่วมกับ กฟน. และ วสท. เผยต้นตอมรณะมาจาก “ฝ้าเพดาน” ที่มีการฉีดพ่น “โพลียูรีเทนโฟม” (PU Foam) ทับสายไฟเพื่อกันความร้อนอย่างมักง่าย โดยผลการกู้ไฟล์จากฮาร์ดดิสก์วงจรปิดกว่า 331 รายการ ฟ้องชัดเจนว่า มัจจุราชเริ่มทำงานในเวลา 23:50:23 น. เมื่อเกิดไฟลัดวงจรและมีกลุ่มควันก่อตัวขึ้น ความร้อนพุ่งทะยานไปติดพียูโฟมมรณะบนฝ้าเพดาน ซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี สร้างก๊าซพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) อัดแน่นในพื้นที่ปิดทึบ

เพียงไม่ถึง 1 นาที (เวลา 23:51:03 น.) เมื่อไฟลุกพรึบ นักท่องเที่ยวต่างวิ่งหนีตายอลหม่าน จังหวะที่ “ประตูถูกเปิดออก” ออกซิเจนจากภายนอกได้พุ่งทะลักเข้าไปปะทะกับก๊าซพิษที่สะสมอยู่ เกิดเป็นปรากฏการณ์ “แบ็กดราฟต์” (Backdraft) หรือเปลวไฟพุ่งสวนกลับอย่างรุนแรง พ่นลูกไฟนรกกวาดล้างทุกชีวิตในเวลาเพียง 0.03 ถึง 7 วินาทีเท่านั้น! ใครที่หนีออกไปไม่ได้ ต้องถูกไฟคลอกและสำลักควันตายสยองคาที่

นายกิติศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่ตำรวจแจ้งข้อหาเพียง 1 ราย (ในฐานะนิติบุคคลและส่วนตัว) ฐานประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บสาหัส และเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น “ยังไม่ลึกซึ้งและไม่ครอบคลุมพอ!”

“การต่อเติมอาคาร เอาโฟมที่ติดไฟง่ายไปฉีดทับสายไฟ ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่สุด! คำถามคือ สำนักงานเขตที่ดูแลการต่อเติมอาคารปล่อยให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยมาได้อย่างไร? ทำไมปล่อยให้ใช้พียูโฟมฉีดทับสายไฟ จนกลายเป็นห้องรมแก๊สและเตาเผาคนเป็นๆ คดีนี้ต้องสืบสวนเชิงลึก และต้องดำเนินคดีหน่วยงานรัฐที่อนุญาตให้เปิดสถานบริการเถื่อนแห่งนี้มาร่วมรับผิดชอบด้วย!” นายกิติศักดิ์ กล่าว

สำหรับเรื่องการเยียวยา พบว่าทางสถานประกอบการทำประกันภัยไว้เพียง 40 ล้านบาท (คุ้มครองอาคารและบุคคลภายนอก แต่ไม่ครอบคลุมผู้ตายบางส่วน) ซึ่งทางอนุกมธ.เชื่อว่า “วงเงินแค่นี้ ไม่เพียงพอต่อการสังเวยชีวิต 37 ศพ และผู้บาดเจ็บอีก 77 รายอย่างแน่นอน” พร้อมจี้ให้กระทรวงยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิฯ เข้ามาเป็นทนายความเชิงรุก ช่วยผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้ประกอบการจนถึงที่สุด

ด้าน ผู้แทนจากคปภ. ชี้แจงว่า ได้เร่งประสานบริษัทประกันภัยตรวจสอบกรมธรรม์ส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิตทั้ง 37 ราย พบว่ามีเพียง 11 รายเท่านั้นที่มีประกันส่วนตัว (วงเงินคุ้มครองรวมกว่า 9 ล้านบาทเศษ) ซึ่งทาง คปภ. ได้สั่งการเด็ดขาดให้บริษัทประกันทุกแห่ง จ่ายเงินสินไหมทดแทนให้ครอบครัวเหยื่ออย่างรวดเร็ว โดย “ห้ามอ้าง” การรอเอกสารชันสูตรพลิกศพที่ล่าช้าเด็ดขาด ซึ่งทุกบริษัทรับปากให้ความร่วมมือเต็มที่

ทั้งนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

• การเยียวยา: ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้เสียหายอย่างเต็มที่และรวดเร็ว

• มาตรการป้องกัน: ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ ไปปรับปรุงมาตรการตรวจสอบสถานบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดขึ้นอีกในอนาคต.

About The Author

Related posts