”มาดามเก่ง“ ร่ำไห้ยกมือไหว้ขอโทษ ทำ “บิ๊กเต่า” เดือดร้อน ยันไม่มีการข่มขู่ ในฐานะเจ้าหนี้อยากได้เงินคืน ส่วนที่ถูกแจ้งความกลับถือเป็นสิทธิ์ ย้ำที่ให้กู้เงินไม่ได้ให้โดยเสน่หา ด้านทนายยันไม่ได้ยืมมือตำรวจทวงหนี้ เตรียมขยายผลเส้นเงินโยงเซียนพระ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ มาดามเก่ง พร้อมด้วยทนายความ ออกมาชี้แจงกรณีถูกนายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค แจ้งความที่สน.พหลโยธิน กรณีเหตุการณ์วันที่ 17 เมษายน 2568
โดยเริ่มแถลงข่าวมาดามเก่ง ได้ยกมือไหว้พร้อมร่ำไห้ ก่อนกล่าวคำขอโทษไปถึงพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ทำให้เดือดร้อน วันนี้จึงอยากกราบขอโทษ เพราะรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม พร้อมขอสาบานขณะที่ฝนตกในตอนนี้ “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว”ก่อนจะฝากบอกถึงนายโทนทองว่า ตนไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

ส่วนไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความสัมพันธุ์กับนายโทนทอง มาดามเก่ง เล่าว่า ปี 65 ตนต้องการขายรถเบนท์ลี่ย์ 35 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่ชื่อนายอรรณพ ล้วนพร ซึ่งเป็นเซียนพระ ที่อยู่ในวงสนทนา แนะนำให้รู้จักกับนายโทนทองเนื่อฃจากอ้างว่านายโทนทองมีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู เพื่อให้ได้ราคาสูงกว่าตลาด จึงได้เริ่มการติดต่อนายโทนทองเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญา อีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง ตนก็ยังคิดว่านายโทนทองเป็นคนดี หลังจากนั้นก็ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน (2565) นายโทนทองก็มาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ โดยจะจ้างบริษัทต่างประเทศผลิตจำนวน 1000 ตัว โดยนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน

ต่อมานายโทนทองก็นำเงินไปทำธุรกิจและอ้างว่า สินค้าที่ได้มานำไปขายหมดแล้ว แต่หากมาดามเก่งอยากได้จะขายให้ราคา 10,000 บาท แต่ต้นทุนเพียง 2,600 บาท ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ตนเริ่มผิดหวังและรู้สึกไม่สบายใจ แต่นายโทนทองก็เข้ามาพูดคุยสร้างความมั่นใจ โดยอ้างความสัมพันธ์พี่น้อง จึงทำให้ตนยังมีการซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ แต่ยืนยันว่า ไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา แต่ก็พบว่าเช็คก็เด้งอยู่ตลอด จนมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท แต่นายโทนทองก็ได้นำพระพุทธรูปที่สะสมจำนวน 152 องค์ โดยอ้างว่าหากเก็บไว้เกร็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา และพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ตนผิดหวังซ้ำอีก แม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อตนนำไปขึ้นเงิน พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ต่อมาในวันที่ 14 มกราคม 2568 ตนได้มอบหมายให้ทีมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปราม แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้นายโทนทองรู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับบิ๊กเต่าหลายครั้ง โดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตนขอยืนยันว่า นายโทนทองเป็นคนนัดให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจอกัน โดยผ่านตัวกลางเป็นป๋องสุพรรณ ซึ่งบรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน บิ๊กเต่า นายโทนทอง ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง เลขาของตน และอัยการซึ่งเป็นน้องสาว การเจรจายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ โดยขอยกคำพูดของบิ๊กเต่าในห้องเจรจา “โทน พี่งานยุ่งมากเลยพี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์กันไปจะได้ไม่ต้องไปแจ้งความ” ซึ่งนายโทนทองได้บอกในวันนั้นว่าขอไปรวบรวมทรัพย์สินก่อนว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง และนัดเจรจาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เมษายน แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว พบว่านายโทนทองส่งทนายมาเพียงคนเดียว

ก่อนที่ตนจะทราบว่านายโทนทองไม่มาวันที่ 24 เมษายนกลับไปรวบรวมหลักฐานเพื่อไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นไปที่สน. พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเฉพาะที่สน. พหลโยธิน มีการแจ้งความตน , บิ๊กเต่า โดยรวมทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนก็ไม่กังวลถือว่าเป็นสิทธิ์
ส่วนอัยการที่ถูกนายโทนทองแจ้งความ 1 ใน 5 เนื่องจากอยู่ในวงการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ยอมรับว่าเป็นอัยการจริง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่วันนั้นwork from home มาให้ความเห็นทางด้านกฎหมายแต่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องในคดี ท้ายที่สุดตนพึ่งรู้ความจริงทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ว่าถูกหลอกมาตลอด จึงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือทนายโต ระบุว่า สำหรับขบวนการนี้มีทั้งหมด 7 คน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ขณะนี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ได้สืบสวนสอบสวน โดยยืนยันว่าเป็นการยืมมือตำรวจ เพราะมาดามเก่งถูกฉ้อโกง ส่วน จะทำเป็นขบวนการหรือไม่ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินก่อน และยังยืนยันว่า มูลค่าความเสียหายของมาดามเก่งเดิมทีตั้งแต่ปี65-ปัจจุบัน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท แต่มีการชดใช้หนี้กันมาบางส่วนแล้ว เป็นทั้งพระและเช็คจำนวนมากน้ำหนักเป็นกิโลกรัม จึงไม่สามารถนับจำนวนได้ ทำให้ตอนนี้ยอดหนี้เหลือประมาณ 300 ล้าน ทั้งนี้ในฐานะที่มาดามเก่งเป็นเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่า อยากได้เงินคืนแต่ไม่ได้เป็นการยืมมือตำรวจเพื่อมาทวงเงิน พร้อมทิ้งท้ายหากถามว่ามาดามเก่งรู้สึกยังไง “เงินเป็นร้อยล้าน แถมยังโดนแจ้งความกลับอีก จะไม่เสียใจและร้องไห้เหมือนวันนี้ ก็เก่งแล้ว พูดตรงๆ”
ด้านนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิทมาดามเก่ง ในฐานเซียนพระ บอกว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ยกเว้นวันที่ 17 เมษายน จึงทำให้ไม่ถูกแจ้งความ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดมีต้นเรื่อง เดิมที่คู่กรณีมีเพียงแค่มาดามเก่งและนายโทนทองเท่านั้น แต่บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น ต้อม นครสวรรค์ อั๋น โอกิ และอื่นๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีบางคนมีการเคลียร์ไปแล้ว แม้จะเป็นคดีความกับมาดามเก่งแล้วก็ตาม ส่วนคนอื่นตอนนี้อยู่ระหว่างที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ว่าจะพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมาดามเก่งหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายบุคคลที่เข้ามากู้ยืมเงินกับมาดามเก่ง

“ไฮโซเก่ง” กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ขอโทษ “บิ๊กเต่า” รับเป็นต้นเหตุปม 300 ล้าน ไม่อยากให้ “โทน บางแค” ต้องสู้กัน
“ไฮโซเก่ง” เปิดเผยหลังถูกถามถึงกรณีที่เกิดขึ้น ว่ายังคงเรียก “โทน บางแค” ว่าเป็นน้องอยู่หรือไม่ “ไฮโซเก่ง” ระบุว่า ตนไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายไปสู่การต่อสู้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยกันได้
ระหว่างให้สัมภาษณ์ ไฮโซเก่งถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เสียงสั่นเครือ พร้อมยอมรับว่าตนเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด แต่กลับส่งผลให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ต้องได้รับความเดือดร้อน ซึ่งตนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับท่าน

จากนั้นได้ยกมือไหว้ขอโทษผ่านสื่อมวลชน โดยกล่าวว่า ตนเองไม่เป็นอะไร แต่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น พร้อมขอโทษ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว อย่างสุดซึ้ง
ด้าน “นายเชษฐพล” หรือ “ทนายโต” กล่าวเสริมว่า สามารถยืนยันความรู้สึกของไฮโซเก่งได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมหาศาลกว่า 300 ล้านบาท และยังต้องเผชิญกับการถูกแจ้งความกลับอีก หากไม่รู้สึกเสียใจคงเป็นไปไม่ได้ พร้อมระบุว่า เพียงแค่ยังยืนหยัดได้โดยไม่ร้องไห้ ก็ถือว่าเข้มแข็งมากแล้ว
