ตร.ไซเบอร์รวบแก๊งให้เช่าบัญชีพร้อมถอนเงินแลกเปอร์เซ็นต์ หลังรับโอนเงินครูสาว ถูกหลอกเทรดหุ้นน้ำมันสูญกว่า 2.4 ล้าน

สืบเนื่องจากได้มีผู้เสียหายเป็นหญิงข้าราชการครูรายหนึ่ง ได้ใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok ต่อมาได้พบคอนเทนต์เกี่ยวกับการเทรดหุ้นน้ำมัน พบผู้ใช้บัญชีหลายคนคอมเมนต์พูดคุยกันเรื่องได้ผลกำไรจากการเทรดหุ้น ผู้เสียหายจึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้มีผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่งติดต่อมาหาผู้เสียหายแล้วชักชวนให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้น โดยอ้างว่าจะมีครูผู้สอนช่วยแนะนำในการเทรดแต่ละครั้ง ซึ่งหากได้กำไรต้องแบ่งให้ครูผู้สอน จำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ ผู้เสียหายจึงตกลง

จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อ “ซื้อขาย นำมัน BP” และได้ลงทะเบียนพร้อมทำตามขั้นตอนที่แอดมินแนะนำ จากนั้นจะมีครูผู้สอนเข้ามาแนะนำการเทรด โดยหากเทรดแล้วต้องบันทึกภาพหน้าจอส่งไปให้ครูผู้สอน ผู้เสียหายจึงเริ่มโอนเงินลงทุนครั้งแรก จำนวน 5,000 บาท เมื่อทำตามขั้นตอนที่ครูแนะนำจนเสร็จสิ้น ปรากฏว่าหน้าจอแสดงยอดเงินเป็น จำนวน 6,500 บาท และสามารถถอนผลกำไร จำนวน 1,500 บาท ออกมาได้จริง จึงโอนเงินเป็นครั้งที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ปรากฏว่าหน้าจอแสดงยอดเงินเป็น 63,500 บาท และสามารถถอนยอดกำไร จำนวน 13,500 บาท ออกมาได้จริง ผู้เสียหายจึงหลงเชื่ออย่างสนิทใจและโอนเงินลงทุนเพิ่มอีกหลายครั้ง แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 2,450,000 บาท

ต่อมา พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สมพร บุตรวงศ์ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดออกสืบสวน จากการตรวจสอบในระบบแจ้งความออนไลน์ พบว่าคดีนี้มีความเชื่อมโยงไปยังอีก 9 คดีในหลายท้องที่ มูลค่าความเสียหายรวม กันกว่า 7,500,000 บาท จึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 จนกระทั่งสามารถขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องจากศาลได้จำนวนหลายราย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวได้ จำนวน 2 ราย ได้แก่

1. นางสาวสุจริตรา อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ จ.428/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค.69 จับกุมตัวได้ในพื้นที่ จ.หนองคาย

2. นายเดวิท อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ จ.426/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค.69 จับกุมตัวได้ในพื้นที่ จ.อุดรธานี

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าว ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกอีก จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายสมพร อายุ 38 ปี และ น.ส.สุกัญญา อายุ 45 ปี

เบื้องต้น ผู้ต้องหาบางรายยอมเปิดเผยว่า ตนเองพบเฟซบุ๊กบัญชีหนึ่งได้โพสต์ประกาศรับเช่าบัญชีรายสัปดาห์หรือ รายเดือน รายได้สูง และให้ค่าจ้าง 1 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่โอนเข้าบัญชี ตนเองจึงตัดสินใจรับโอนเงินจากกลุ่มขบวนการดังกล่าว ประมาณ 4-5 ครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท เมื่อมียอดเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารแล้วตนเองก็จะไปถอนเงินสดจากธนาคารแล้วนำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ และได้รับค่าจ้างกลับมาประมาณ 10,000 – 20,000 บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหา “เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐาน โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”และ “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนโดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่คนอื่นเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ขอฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ตำรวจไซเบอร์ขอเตือนประชาชนว่า การรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่ให้เช่า โดยยินยอมให้ผู้อื่นนำบัญชีธนาคารของตนไปใช้รับโอนเงิน ย่อมมีความผิดและบทลงโทษหนักตามกฎหมาย ซึ่งแม้เจ้าของบัญชีจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือหลอกลวงผู้เสียหายโดยตรง แต่หากมีพฤติการณ์เป็นบัญชีม้าหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชี ก็ต้องถูกตรวจสอบ ถูกอายัดบัญชี และสุดท้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่หลอกลวง ซึ่ง ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

About The Author

Related posts