กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย กก.1 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายกิตติพงษ์ อายุ 25 ปี

1.ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.906/2568 ลงวันที่ 19 กันยายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด เป็นผู้สนับสนุนฉ้อโกงประชาชนเป็นผู้สนับสนุน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”
2. ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ จ.205/2568 วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยไม่ได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเองหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้หมายเลขโทรศัพท์สำหรับบริการเคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรจะรู้ว่าจะนำไปใช้การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด”
สถานที่จับกุม บริเวณริมถนนกำแพงเพชร แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
ตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.ปพ. สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดี “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด เป็นผู้สนับสนุนฉ้อโกงประชาชนเป็นผู้สนับสนุน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”
กรณี คอมมานโด CIB รวบหนุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้าแก๊งมิจฉาชีพปลอมบริษัทจัดหางาน หลอกไปทำงานญี่ปุ่น สูญเงินกว่า 2.96 แสนบาท บาทบริเวณพื้นที่แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

พฤติการณ์คดี หญิงชาวจังหวัดภูเก็ตเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อบริษัทจัดหางาน โฆษณารับสมัครแรงงานไทยไปทำงานประเทศญี่ปุ่น ก่อนหลอกให้ทยอยโอนเงินในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งค่าจอง ค่าดำเนินการ ค่าวีซ่า ค่าประกันสุขภาพ และค่าตรวจสอบบัญชี สุดท้ายสูญเงินรวม 296,000 บาท ก่อนรู้ตัวว่าถูกหลอกและไม่สามารถติดต่อผู้ก่อเหตุได้ จากการสอบสวน นางสาวนันทรัตน์ฯ ผู้เสียหาย ให้การว่า ได้พบประกาศรับสมัครแรงงานไทยไปทำงานประเทศญี่ปุ่นผ่านเฟซบุ๊กชื่อ “Asian agiculture” จึงติดต่อสอบถามรายละเอียดผ่านระบบแชตของเฟซบุ๊กระหว่างการสนทนา ผู้ก่อเหตุอ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัท บิสโก้ 2024 จำกัด (BISCO PLACEMEN 2024 CO., LTD.) ซึ่งประกอบธุรกิจจัดหางาน พร้อมส่งข้อมูลการสมัครและขั้นตอนการเดินทางไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อถือและสมัครเดินทางไปทำงานพร้อมแฟนหนุ่ม คือ นายนันตวรรธน์ฯ ผู้ก่อเหตุได้ส่งลิงก์ให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยใช้ชื่อบัญชี “บริษัทจัดหางาน BLSCO” ก่อนแจ้งให้ผู้เสียหายชำระค่าจองตำแหน่งงานคนละ 3,000 บาท ผู้เสียหายจึงโอนเงินจำนวน 2 ครั้ง รวม 6,000 บาทหลังจากนั้น กลุ่มมิจฉาชีพอ้างว่าผลตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและผลตรวจสุขภาพผ่านเรียบร้อยแล้ว แต่จำเป็นต้องชำระค่าดำเนินการเพิ่มเติม คนละ 30,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินอีก 2 ครั้ง รวม 60,000 บาท ต่อมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ผู้ก่อเหตุแจ้งว่าการดำเนินการขอวีซ่าผ่านแล้ว พร้อมส่งเอกสารในรูปแบบออนไลน์มาแสดงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนเรียกเก็บค่าดำเนินการเพิ่มเติม คนละ 35,000 บาท ผู้เสียหายจึงโอนเงินอีก 2 ครั้ง รวม 70,000 บาท ยังไม่เพียงเท่านั้น ผู้ก่อเหตุยังอ้างว่าต้องสำรองค่าประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ ตามข้อกำหนดของทางการญี่ปุ่น เป็นเงินคนละ 30,000 บาท ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพิ่มอีก 2 ครั้ง รวม 60,000 บาท ภายหลัง กลุ่มมิจฉาชีพยังอ้างว่าผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศจำเป็นต้องมีรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีจำนวน 500,000 บาท เพื่อใช้ตรวจสอบฐานะทางการเงิน ผู้เสียหายแจ้งว่าไม่สามารถหาเงินได้ตามจำนวนดังกล่าว แต่สามารถจัดหาได้เพียง 100,000 บาท ผู้ก่อเหตุจึงให้โอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนด ซึ่งนายนันตวรรธน์ฯ แฟนของผู้เสียหาย ได้โอนเงินจำนวน 100,000 บาท ตามคำแนะนำของกลุ่มมิจฉาชีพอย่างไรก็ตาม หลังได้รับเงินแล้ว ผู้ก่อเหตุกลับอ้างว่าผู้เสียหายดำเนินการผิดขั้นตอน เนื่องจากเอกสารบันทึกช่วยจำไม่ถูกต้อง พร้อมเรียกร้องให้โอนเงินเพิ่มอีก 100,000 บาท เพื่อแก้ไขรายการ ผู้เสียหายเริ่มผิดสังเกต จึงแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการสมัครและขอรับเงินคืน แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่สามารถยกเลิกได้ ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะตัดการติดต่อทั้งหมดต่อมา ผู้เสียหายได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับบริษัทจัดหางานตัวจริง จึงทราบว่าบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสมัครดังกล่าว และเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีนำชื่อบริษัทไปแอบอ้างเพื่อหลอกลวงประชาชน อนึ่งจากการตรวจสอบว่าประวัติผู้ต้องหาพบว่ามีหมายจับของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ในข้อหา“เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยไม่ได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเองหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้หมายเลขโทรศัพท์สำหรับบริการเคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรจะรู้ว่าจะนำไปใช้การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด” อีก 1 คดี
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.ปพ. ได้ทำการสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 04.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.1 บก.ปพ. สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าได้สมัครหางานผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก ก่อนมีผู้ชักชวนให้เดินทางไปเปิดบัญชีธนาคารในประเทศกัมพูชา แลกกับค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท จากนั้นได้ส่งมอบบัญชีธนาคารพร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับผู้ว่าจ้าง
