“บิ๊กราญ” สั่งลุยต่อเนื่อง “พล.ต.ท.นพศิลป์” สนธิกำลังกว่า 250 นาย บุกค้น 18 จุด ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่าความเสียหาย 633 ล้านบาท 

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. สั่งการ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นำกำลังตำรวจสืบภาค 5 , ตำรวจสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ , เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน กว่า 250 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นำหมายค้น 18 จุด 31 คดี มูลค่าความเสียหาย 633 ล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลตามนโยบายปราบปรามธุรกิจต่างด้าวผิดกฎหมาย ภายใต้แนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” หลังเจ้าหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 33,144 บริษัท พบบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 4,741 บริษัท และเข้าข่ายเป็นนอมินี 1,591 ราย ก่อนคัดกรองจนเหลือกลุ่มเป้าหมาย 31 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทน 16 บริษัท และบริษัทต่างชาติถือหุ้นเกินกฎหมายกำหนดพร้อมถือครองที่ดินอีก 15 บริษัท รวมถือครองที่ดิน 29 แปลง เนื้อที่กว่า 20 ไร่ มูลค่าประมาณ 633 ล้านบาท

พร้อมทั้งออกหมายจับบุคคลต่างด้าวจำนวน 22 ราย และ หมายค้น 18 หมาย ประกอบด้วยสัญชาติไทย 2 ราย , เมียนมา 7 ราย , อินเดีย 3 ราย , อังกฤษ 1 รายและจีน 9 ราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 5 ราย ชาวอินเดีย 2 ราย และ เมียนมา 3 ราย

สำหรับคดีสำคัญที่ได้ดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ คือ หมู่บ้าน ก.12 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลต่างด้าวใช้คนไทยถือหุ้นแทน ต้องสงสัยเป็นนอมินี ในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน 4 บริษัท ดังนี้

 บริษัท เจิง และ บริษัท สมาร์ท มี นาย ร. สัญชาติไทย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 กำหนดพ้นโทษในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2580 แต่ยังปรากฏชื่อ นาย ร. เป็นผู้ถือหุ้นใน 7 บริษัท และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 1 บริษัทโดยจดทะเบียนหลังจาก นาย ร. ถูกพิพากษาจำคุก จึงไม่สอดคล้องกับการเข้าไปบริหารหรือประกอบกิจการโดยแท้จริง สอบสวน นาย ร. ให้การว่าขณะถูกคุมขังในเรือนจำ ได้รู้จักกับเพื่อนที่เคยต้องขังร่วมกันชักชวนให้ร่วมลงทุนและขอบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมทะเบียนบ้านตัวจริงไปเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดย นาย ร. ยังไม่เคยได้รับผลตอบแทนใดๆ ทั้งนี้ นาย ร. ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้การเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในนิติบุคคลอีกหลายแห่งที่ปรากฏชื่ออยู่เชื่อว่าเอกสารส่วนตัวถูกนำไปแอบอ้างใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหลายแห่งโดยไม่ทราบเรื่องมาก่อน

บริษัท โก้ ปรากฏชื่อ นาย ส. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาย ส. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ม.บ. อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นใด ๆ มาก่อน และยังให้การว่าเคย ส่งภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดครั้งละ 7,000 บาท เพื่อเป็นการจ้างไปลงลายมือชื่อในเอกสารที่สำนักงานที่ดินและร่วมทำธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

บริษัท แมน ปรากฏชื่อ นาง ช. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาง ช. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ม.ท. ไม่รู้จักและไม่เคยพบเห็นผู้ถือหุ้นและกรรมการที่มีชื่อร่วมอยู่ในบริษัท และให้การว่าเคยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายจ้าง (บุคคลต่างด้าว) ซึ่งเคยว่าจ้างตนเป็นแม่บ้าน อ้างว่าเพื่อดำเนินการเรื่องประกันสังคมและการจ่ายเงินเดือน แต่ภายหลังบริษัทดังกล่าวปิดกิจการ จึงไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้อีก

พล.ต.อ. สำราญ เปิดเผยว่า ตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมเดินหน้าขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ทั้งผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุน และผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายและปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายจัดระเบียบการลงทุนในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี เพื่อป้องกันการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติและสร้างการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจถูกต้อง สามารถลงทุนได้ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการขออนุญาตไว้อย่างชัดเจน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายนอมินีทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการกระทำผิดของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

/////////

About The Author

Related posts