รวบวัยรุ่นสร้างตัวพัทยา เปิดบัญชีที่ปอยเปต ผ่านช่องทางธรรมชาติ อ้างได้ค่าจ้าง 20,000 บาท แก้งสแกมเมอร์! นำบัญชีมาหลอกเป็นเจ้าหน้าที่ (DSI) อ้างเกี่ยวข้องคดีฟอกเงินทำเหยื่อสูญเงินหมดบัญชี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ.,พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบาสวนหาข่าว ร่วมกันจับกุม นายภานุเดชหรืออาม อายุ 23 ปี

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมๆการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง” ตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.965/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568

โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

พฤติการณ์ก่อนการจับกุม เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและอ้างว่าพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบัญชีของผู้เสียหาย จึงจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ พร้อมข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ อาจถูกดำเนินคดีและถูกอายัดทรัพย์สินตามกฎหมาย

 ระหว่างการพูดคุย คนร้ายพยายามสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ถ้อยคำในลักษณะของเจ้าหน้าที่รัฐ อ้างขั้นตอนการตรวจสอบทางคดีและเร่งรัดให้ผู้เสียหายดำเนินการโดยเร็ว พร้อมกำชับว่าไม่ให้เปิดเผยเรื่องดังกล่าวแก่บุคคลอื่น โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลในสำนวนคดี เพื่อสร้างความหวาดกลัวและกดดันให้ผู้เสียหายเชื่อว่ากำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐจริง ด้วยความตกใจและเกรงว่าจะได้รับผลกระทบทางกฎหมาย ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและปฏิบัติตามคำสั่งของคนร้าย โดยทยอยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่คนร้ายกำหนด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,691 บาท โดยเชื่อว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ต้องนำเข้าสู่ระบบเพื่อตรวจสอบและจะได้รับคืนภายหลังเมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้น

ภายหลังจากโอนเงินครบตามจำนวน ผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เนื่องจากไม่สามารถติดต่อบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ได้ อีกทั้งไม่มีหน่วยงานราชการใดติดต่อกลับเพื่อดำเนินการตามที่กล่าวอ้าง เมื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงทราบว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีใดและถูกกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อหน่วยงานราชการเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สิน เมื่อทราบว่าตกเป็นเหยื่อ ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กลุ่มมิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น DSI หรือตำรวจ โทรศัพท์แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหรือการฟอกเงิน เพื่อสร้างความหวาดกลัว ก่อนหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนด โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมยืนยันว่าจะโอนเงินคืนภายหลัง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินแล้ว คนร้ายจะรีบโอนหรือถอนเงินออกและตัดการติดต่อทันที

พฤติการณ์ในการจับกุม กล่าวคือก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนและได้รับแจ้งจากสายลับว่านายภานุเดชหรืออาม บัวเขียว อายุ 23 ปี นั้นกำลังเดินทางหลบหนีขึ้นมายังกรุงเทพมหานคร  จึงได้ทำการสืบสวนจับกุมตามอำนาจหน้าที่

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณดังกล่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายภานุเดชฯ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนมาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรกาญจนดิษฐ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การว่า เมื่อช่วงปี 2567 จนถึง 2568 ตนได้ไปทำงานอยู่ที่พัทยา ได้คบหาแฟนสาวและได้พาตนไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มของแก้งหาบัญชีม้า เพื่อนำไปขายต่อไปยังประเทศกัมพูชาและได้ชักชนตนไปเปิดบัญชีและนำบัญชีที่มีอยู่แล้วไปขาย โดยตกลงจะให้ค่าจ้างจำนวน 20,000 กว่าบาท ตนจึงได้ไปกับพวกอีกประมาณ 5 คน ข้ามฝั่งไปยังประเทศกัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีคนจีนนำพาไปเครียทางสะดวกถึงปลายทาง หลังจากถึงที่ประเทศกัมพูชา ตนกับพวกได้ถูกขังภายในห้องไม่ให้ออกจากห้องเป็นเวลานานถึง 15 วัน หลังจากได้สแกนใบหน้าเสร็จสิ้นแล้ว ได้ปล่อยให้ตนกับพวกกับมายังประเทศไทยและได้รับเงินมาเพียง 10,000 กว่าบาท หลังจากนั้นตนก็ได้เข้ามาทำงานตามปกติ เบื้องต้นขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวงให้ไปเปิดบัญชี ไม่รู้เห็นกับการนำบัญชีของตนไปหลอกลวงผู้อื่นแต่อย่างใด

ทั้งนี้ผู้ต้องหาได้ฝากเตือนพี่น้องประชาชน ในเรื่องของ “การเปิดบัญชี” อย่าไปเปิดเลย เพราะอาจมีคดีตามมา เสียทั้งอนาคต เสียทั้งเวลา จะทำมาหากินก็ผิดแผนที่วางไว้ เสียโอกาสหลายๆ อย่าง

About The Author

Related posts