วันที่ 18 มิถุนายน 2569 กมธ.ทหารฯ เดินทางเข้าประชุมและเยี่ยมชมกองทัพอากาศ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีผู้แทนหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ พร้อมเพรียงกัน ที่ห้องประชุมกองทัพอากาศ ก่อนที่คณะกรรมาธิการฯ และผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) จะเดินทางมาถึง ซึ่งก่อนเริ่มการบรรยายสรุปอย่างเป็นทางการ ได้มีการกล่าวนำเพื่อถวัยความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

จากนั้น ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารอากาศ (ผอ.สนผ.ยก.ทอ.) ได้เริ่มนำเข้าสู่มัลติวิชั่นภารกิจกองทัพอากาศ และชี้แจงหัวข้อสำคัญ ซึ่งนำไปสู่ฉากทัศน์การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการตอบข้อซักถามอย่างดุเดือดและตรงไปตรงมา ในการประชุมดังกล่าว นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ และกรรมาธิการการทหาร ได้แนะแนวทางการปรับตัวของกองทัพให้เท่าทันต่อสถานการณ์โลกยุคใหม่อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการชี้เป้าไปที่จุดอ่อนสำคัญด้านการสื่อสารและการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร หรือ “Social War” ซึ่งถูกยกให้เป็นมิติใหม่ที่ทรงอิทธิพลไม่แพ้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ในสนามรบจริง โดยผู้เชี่ยวชาญสะท้อนมุมมองอันเฉียบคมว่า แม้ปัจจุบันกองทัพอากาศจะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและอาวุธที่สมบูรณ์ แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปและจำเป็นต้องเร่งสร้างคือ ศักยภาพในการทำสงครามไซเบอร์และโซเชียลมีเดีย โดยมีการหยิบยกบทเรียนจากกองทัพในอดีต รวมถึงกรณีศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกองทัพเมียนมา ที่ใช้การชิงพื้นที่สื่อสร้างความได้เปรียบและตอบโต้ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบ ดังนั้น กองทัพไทยจึงไม่ควรพึ่งพาเพียงแค่อินฟลูเอนเซอร์จากภายนอก แต่ควรใช้ข้อได้เปรียบจากจำนวนบุคลากรที่มีอยู่หลายหมื่นนาย นำมาพัฒนาและฝึกอบรมให้กลายเป็น “อินฟลูเอนเซอร์ในเครื่องแบบ” เพื่อทำหน้าที่สื่อสาร ชี้แจง และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้อมูลข่าวสารของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณที่สุด

นอกจากประเด็นสงครามไซเบอร์แล้ว ที่ประชุมยังมีการตั้งคำถามสำคัญถึงการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการจัดหาและพัฒนาเครื่องบินรบ ซึ่งปัจจุบันมีการวางกรอบเวลาผูกพันในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2569 ยาวไปจนถึงปี 2573–2574 โดยผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอแนะให้กองทัพปรับเปลี่ยนมุมมองจากการวางแผนระยะสั้น 10 ปี ให้ขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 15 ถึง 20 ปี เพื่อให้สอดรับกับวัฏจักรและระยะเวลาในการจัดสร้างเครื่องบินรบอย่างแท้จริง ซึ่งการวางกรอบเวลาที่ต่อเนื่องและชัดเจนนี้ จะช่วยให้กองทัพสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและประหยัดได้มากกว่าเดิม โดยไม่ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันหรือการรอคอยเป็นเวลานานในแต่ละช่วงการจัดหา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของการหารือ นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ และกรรมาธิการการทหาร ได้ตั้งคำถามถึงความพร้อมรบของทัพฟ้าว่า “หากเกิดสงครามขึ้นในวันพรุ่งนี้ เราจะชนะหรือไม่?” ซึ่งนี่คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังรอคอยคำตอบ แม้ว่าที่ผ่านมาในอดีต กองทัพอากาศจะเคยสร้างผลงานอันน่าภาคภูมิใจและได้รับคำชื่นชมอย่างล้นพ้น ทั้งเรื่องภาพลักษณ์ของนักบินที่สมาร์ทและขีดความสามารถที่ประสบความสำเร็จสูง แต่ในอนาคตหากต้องเผชิญหน้ากับการรบครั้งที่สาม กองทัพอากาศจะสามารถยืนยันความเฉียบขาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด พร้อมกันนี้ยังมีการฝากข้อคิดเตือนใจเรื่องการอนุมัติจัดสรรงบประมาณ โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า กองทัพต้องแสดง “อภินิหาร” และศักยภาพที่แท้จริงให้สังคมได้รับรู้และยอมรับเสียก่อน เพราะหากผลงานการรบหรือการทำงานยังดู “เหยาะแหยะ” แต่กลับเรียกร้องงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาล สังคมและประชาชนย่อมไม่มีวันยินยอมอย่างแน่นอน ทัพฟ้าในยุคนี้จึงต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานที่เด็ดขาด เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพอากาศคือแกนหลักสำคัญที่จะนำพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากภัยคุกคามและคว้าชัยชนะในอนาคตได้อย่างแท้จริง
