วันที่ 10 มิ.ย.69 ที่ สภ.ลำลูกกา น.ส.พรทิพา สุพัฒนกูล ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี และประธานมูลนิธิธิผู้ให้ย่อมใจเป็นสุข พร้อมทนายความ เดินทางไปพบ พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สภ.ลำลูกกา แจ้งความเอาผิดกับเพจชื่อดัง และเซียนพระชื่อดังรายหนึ่ง ที่นำคลิปไปเผยแพร่จนเกิดประเด็นดราม่า

ผอ.ฟ้า พรทิพา เปิดเผยว่า
กรณีดราม่าเรื่องพระเครื่องที่ถูกนำไปลงในเพจเหยื่อ หลังคุณยายวัยกว่า 80 ปี นำพระไปให้เซียนพระตรวจสอบและเซียนพระแจ้งว่าพระไม่แท้ จนกลายเป็นประเด็นในโลกออนไลน์อย่างหนักในขณะนี้
โดยคุณยายเป็นแฟนคลับและสมาชิกของตนมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่สมัยเปิดรายการทีวีอยู่ที่เมืองทองธานี และเคยมาขอบูชาพระกับตน ซึ่งตนก็เคยย้ำเตือนหลายครั้งว่าเป็นเงินจำนวนมากควรปรึกษาลูกหลานก่อนตัดสินใจ เพราะพระที่เปิดให้บูชามีราคาตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักห้าหมื่นบาท

ต่อมาคุณยายได้นำพระไปให้เขียนพระดู โดยคุณยายยอมรับว่าไม่ได้ปรึกษาลูกหลานตามที่แนะนำ และตั้งใจนำพระจำนวน 5 องค์ไปให้เซียนพระรับเช่า เพราะต้องการหาเงินมาช่วยลูกสะใภ้ที่ถูกให้ออกจากงาน โดยคิดว่าจะสามารถขายได้แน่นอน แต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธ พร้อมถูกระบุว่าพระไม่แท้ ตามที่มีการไลฟ์สดเผยแพร่ในโลกออนไลน์
เมื่อทราบเรื่อง ตนจึงรีบเดินทางไปหาคุณยายทันที พร้อมพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วยเพื่อเป็นพยานว่าไม่ได้มีเจตนาคุกคาม แต่ต้องการพูดคุยสร้างความเข้าใจกับลูกหลานและมีการลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.บางใหญ่ รวมถึงบันทึกคลิปเหตุการณ์ทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานหลังจากนั้นตนได้เดินทางไปพบเซียนพระรายดังกล่าว

ถึงสถานที่เปิดรับเช่าพระโดยตรง เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจ และเมื่อเซียนพระตรวจดูแล้ว กลับตอบเพียงว่า “ไม่เล่น” หรือ “ไม่ตรงสาย” ที่เล่นกัน แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ชัดเจนตามที่ปรากฏในคลิปสิ่งที่ทำให้ตนรู้สึกเสียใจมากที่สุด คือการถูกกล่าวหาว่าปั๊มพระหรือทำพระขึ้นมาเอง พร้อมยืนยันต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ไม่เคยคิดทำพระปลอม และตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งใจเผยแพร่พระเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา โดยรายได้กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ นำไปทำบุญและสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าเป็นความพยายามดิสเครดิตอย่างเป็นขบวนการ โดยปัจจุบันมีการสร้างเพจอวตารจำนวนมากขึ้นมาเพื่อโจมตีตนเองโดยเฉพาะ หากไม่ออกมาชี้แจงหรือปกป้องตัวเอง อาจทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความเข้าใจผิดได้ และมองว่าผู้ที่มีวิจารณญาณจะสามารถแยกแยะได้ว่า บัญชีหรือเพจที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในลักษณะโจมตีจำนวนมากนั้นไม่มีตัวตนชัดเจน และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตโดยตรง

นอกจากนี้ ตนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเงินแต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของตนเอง องค์กร มูลนิธิ และผู้มีศรัทธา พร้อมขอให้สังคมช่วยกันพิจารณาความจริงอย่างรอบด้าน และฝากข้อคิดถึงประชาชนว่า ไม่อยากให้ยึดติดกับพระเครื่องในเชิงพาณิชย์หรือการเก็งกำไร เพราะอาจนำไปสู่การปั่นราคาและการหลอกลวงพร้อมระบุว่า คุณค่าที่แท้จริงของพระเครื่องไม่ได้อยู่ที่ราคาซื้อขายหลักล้าน แต่ขึ้นอยู่กับศรัทธาและความดีของผู้ครอบครอง โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “พระแท้อยู่กับคนดีก็เกิดบารมี พระแท้อยู่กับคนไม่ดีก็เปรียบเสมือนผงธุลีดิน”

พ.ต.อ.ถิรเดช กล่าวว่า ผู้เสียหายทราบตัวบุคคลที่เป็นผู้เผยแพร่หรือกล่าวหาจนทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งหากผลการสอบสวนพบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะพิจารณาแจ้งข้อหากับผู้กระทำความผิดต่อไป ทั้งนี้ ในชั้นต้น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเริ่มจากการรับคำร้องทุกข์และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องก่อนในเบื้องต้น
