กสม. แนะ ตร. กวดขันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับหลังปรากฏกรณีแรงงานต่างด้าวถูกจับโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติ

(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 17/2569)

กสม. แนะ ตร. กวดขันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับหลังปรากฏกรณีแรงงานต่างด้าวถูกจับโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติ ไม่ได้รับคืนทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 17/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1. กสม. แนะ ตร. กวดขันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับ หลังปรากฏกรณีแรงงานต่างด้าวถูกจับโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติ ไม่ได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกยึด และข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ทำงานเป็นพนักงานบริการลูกค้าของบริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้รับบริการชาวอิตาลีเกี่ยวกับการขอเงินค่าบริการต่อวีซ่าและใบอนุญาตทำงานคืน ผู้ร้องจึงแจ้งให้ทนายความของบริษัทติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน (สภ. เกาะพะงัน) (ผู้ถูกร้องที่ 1) มาระงับเหตุ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุกลับดำเนินการตรวจสอบหนังสือเดินทางและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้อง แล้วนำตัวไปสอบปากคำที่ สภ. เกาะพะงัน และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน (ผู้ถูกร้องที่ 2) โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาไม่แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหา ไม่อนุญาตให้ติดต่อญาติ และไม่คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้อง ต่อมาจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ร้องกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ทำงานผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต และปลอมใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวรายอื่น นอกจากนี้ หลังจากผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ร้องพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้นำภาพถ่ายของผู้ร้องขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน และตามหนังสือเดินทางที่ปรากฏอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กกลุ่มสาธารณะ พร้อมระบุข้อความว่าผู้ร้องกักขังหน่วงเหนี่ยวและฉ้อโกงลูกค้าชาวต่างชาติ เป็นเหตุให้ผู้ร้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและอับอาย จึงขอให้ตรวจสอบ   

        กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การจับกุมผู้ร้องโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหา และไม่ให้ติดต่อญาติ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รับรองสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล รวมถึงกำหนดให้ผู้ถูกจับต้องได้รับแจ้งเหตุแห่งการจับกุมและข้อกล่าวหาโดยพลัน ทั้งนี้ แม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะมุ่งคุ้มครองประชาชนชาวไทยเป็นหลัก แต่บุคคลต่างด้าวย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วย จากการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าจับกุมผู้ร้องภายหลังได้รับแจ้งเหตุ และได้แจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับ รวมทั้งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีดังกล่าวจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในส่วนการติดต่อกับญาติรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 ได้ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องไว้เป็นพยานหลักฐาน แต่ไม่ได้จัดช่องทางอื่นให้ผู้ร้องติดต่อญาติ ทำให้ญาติทราบเรื่องการจับกุมจากสื่อมวลชนภายหลังผ่านไป 4 วัน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกจับติดต่อญาติในโอกาสแรก อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่สอง การยึดทรัพย์สินของผู้ร้องไว้ตรวจสอบแล้วไม่ส่งคืน เห็นว่าแม้กฎหมายจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐยึดทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการสอบสวนได้ แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และศาลไม่มีคำสั่งริบทรัพย์ หน่วยงานของรัฐย่อมมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 3 เครื่อง ได้แก่ ของบริษัท 2 เครื่อง และของผู้ร้องจำนวน 1 เครื่อง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวนคดีอาญา ต่อมาศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ผู้ร้องและบริษัท ยังไม่ได้รับโทรศัพท์คืน ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ถูกร้องที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้ผู้มีสิทธิมารับทรัพย์สินคืน การไม่ดำเนินการดังกล่าวจึงกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร้อง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

และประเด็นที่สาม การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องเป็นเหตุให้มีผู้นำไปเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะทำให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเก็บรักษาและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยความระมัดระวัง จากการตรวจสอบพบว่า ภาพถ่ายของผู้ร้องขณะถูกควบคุมตัวและภาพหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 ได้รั่วไหลไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวและถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีการปกปิดข้อมูลสำคัญและไม่ได้รับความยินยอม ส่งผลให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง กสม. เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ อันเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แม้กระทบต่อสิทธิของผู้ร้องเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากคู่กรณีได้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่ง โดยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงเป็นอันยุติเรื่อง

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วยดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พะงัน ซึ่งไม่ให้ผู้ร้องติดต่อญาติ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องโดยมิชอบตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการตำรวจ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ในฐานะผู้มีหน้าที่เก็บรักษาของกลาง แจ้งให้ผู้ร้องและบริษัทฯ มารับของกลางคืนด้วย ทั้งนี้ให้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) สั่งการและกำกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบว่าด้วยการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี กำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจะต้องคำนึงถึงสิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อญาติของผู้ถูกจับตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีหนังสือแจ้งเวียนแนวปฏิบัติหรือมาตรการในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา โดยเฉพาะการเน้นย้ำถึงหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ต้องจัดให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาสามารถติดต่อกับญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจได้ในโอกาสแรกเมื่อมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน รวมทั้งแนวปฏิบัติหรือมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกวดขันให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

About The Author

Related posts