ตร.ไซเบอร์ล่าหนุ่มโพสต์สตอรี่อวดปืน เจ้าตัวเก็บทรงไม่อยู่ ค้นเจอปืนพร้อมยาเสพติดเพียบ

สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งกวาดล้างจับกุม การกระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 ได้สืบสวนพบบัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพอวดอาวุธปืนและกระสุนลงในสตอรี่ พร้อมระบุแคปชั่น “ขู่กูจัง อัดลมของกูก็อาจจะสู้ได้”

พ.ต.อ.กฤติน ตปสีโล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 จึงได้สั่งการให้สืบสวนกรณีดังกล่าว จนชุดสืบสวนพบหลักฐานว่า เฟซบุ๊กดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับ นายชัยยนต์ อายุ 27 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องเช่าพื้นที่ ต.เพ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง

ต่อมา พ.ต.ท.นพดล บุตรวงษ์, พ.ต.ท.รังสรรค์ แสงรูจี, พ.ต.ท.ภาสกร กันประดับ, พ.ต.ท.สันติ ชื่นชม และ พ.ต.ต.ฤทธิไกร ขุนท้าวเทียม สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 ได้ร่วมกันนำลังลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ปรากฏว่าได้พบตัว นายชัยยนต์ จึงได้สอบถามข้อมูล แต่เจ้าตัวกลับออกอาการมีท่าทีพิรุธและพยายามวิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าควบคุมตัวไว้ได้ทันและตรวจค้น

จากการตรวจค้น พบของกลางเป็น อาวุธปืนสั้นแบบกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .380 จำนวน 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีนและกระสุนปืน ขนาด .380 จำนวน 5 นัด นอกจากนี้ ยังพบยาบ้าอยู่ในถุงซิปพลาสติก จำนวน 116 เม็ด และ ยาไอซ์อยู่ในถุงซิปพลาสติก น้ำหนักรวมถุง จำนวน 16 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้ต้องหาอีกด้วย

จากการสอบถามเบื้องต้น นายชัยยนต์ ยอมรับว่าอาวุธปืนและกระสุนเป็นของตนเอง โดยได้มาจากเพื่อนในพื้นที่เมืองระยอง และตั้งใจจะเอามาขายในราคา 9,000 บาท จึงให้เพื่อนใช้บัญชีเฟซบุ๊กช่วยนำรูปอาวุธปืนไปโพสต์ลงสตอรี่เฟซบุ๊กเพื่อหาลูกค้า ส่วนยาบ้า และ ยาไอซ์ ตนเองได้ติดต่อขอซื้อมาจากผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่งเพื่อนำมาขายต่อเอากำไร

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” และ “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า, ยาไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” ควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลไปยังแหล่งที่มาของอาวุธปืนและยาเสพติดดังกล่าว เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

About The Author

Related posts