ตำรวจท่องเที่ยวบุกช่วยหนุ่มเกาหลีถูกหลอกทำงานแก๊งโรแมนซ์สแกมพ่วงทลายรังอาชญากรรมข้ามชาติย่านประเวศ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 ได้รับประสานเหตุฉุกเฉินผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ว่าสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือเร่งด่วนจากชายสัญชาติเกาหลีรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าตนเองถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำงานผิดกฎหมายในลักษณะขบวนการโรแมนซ์สแกม (Romance Scam) โดยเหยื่อระบุว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะอันตราย ถูกจำกัดเสรีภาพให้อยู่แต่ภายในบ้านพัก และเกรงว่าจะถูกทำร้ายร่างกายหากไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของกลุ่มขบวนการดังกล่าว

ภายหลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 และ ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 ได้ประสานสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประเวศ และตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี รุดเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 19/1 ภายในหมู่บ้าน The City ซอยพัฒนาการ 97 แขวงและเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกระบุว่าเป็นฐานปฏิบัติการหลัก จากการเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบชายสัญชาติเกาหลีจำนวน 5 ราย กำลังนั่งปฏิบัติการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงเหยื่อปลายทางซึ่งเป็นชาวเกาหลีด้วยกัน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

จากการตรวจสอบโดยรอบบริเวณโต๊ะทำงาน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จอคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 66 รายการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในลักษณะเปิดใช้งานพร้อมสำหรับการสื่อสารหลอกลวงเหยื่อ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดประกอบด้วย Mr. SEONGHYUN AHN, Mr. SEUNGHYUN LEE, Mr. CHANWOO PARK, Mr. MINSEOK KIM และ Mr. YOUNGJIN KIM นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 นอกจากนี้ ในรายของ Mr. SEONGHYUN AHN ยังถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือรับไว้ซึ่งของที่พึงรู้ว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องอีกด้วย

ในส่วนของผู้เสียหายที่ร้องขอความช่วยเหลือนั้น เจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัยและดำเนินการส่งมอบตัวให้กับฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยาและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนสากล ซึ่งการปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับแจ้งเหตุจนสามารถเข้าช่วยเหลือเหยื่อและจับกุมผู้กระทำความผิดได้ภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ชุดจับกุมจะดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานและผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เพื่อขยายผลจากพยานหลักฐานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยึดได้ เพื่อทลายเครือข่ายต้นตอที่อาจมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมนอกประเทศต่อไป

About The Author

Related posts