“มงคลกิตติ์” ค้านขึ้น VAT 10% จี้รัฐลดเหลือ 5% แนะกู้ 5 แสนล้านซื้อ ปตท. คืนแก้ค่าน้ำมัน

วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดยนายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานกรรมาธิการ เตรียมเสนอให้วุฒิสภามีมติเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 เพื่อนำไปพัฒนาสวัสดิการรัฐรองรับสังคมผู้สูงวัย พร้อมผลักดันระบบ E-Tax Invoice และขยายฐานการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมทุกธุรกิจ รวมถึงภาษีหุ้นและทองคำ

โดยนายมงคลกิตติ์ระบุว่าเรื่องนี้สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาล ทั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวคิดทั้งการเพิ่มภาษีและการกู้เงิน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา จนเกิดการกักตุนน้ำมันดีเซลและเบนซินนานกว่า 20 วัน

โดยพบความผิดปกติในการส่งมอบน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าปลีกที่เปลี่ยนจากวันเว้นวัน เป็น 1 วันเว้น 5 วัน ในช่วงวันที่ 1-26 มีนาคม 2569 ส่งผลให้น้ำมันดีเซลหายไปจากตลาดถึงร้อยละ 80 หรือประมาณ 2,000 ล้านลิตร และราคาดีเซลพุ่งสูงจาก 29 บาทเศษ ไปถึงกว่า 50 บาท ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 41.90 บาท ซึ่งยังสูงกว่าเดิมถึง 11-12 บาท ถือเป็นการซ้ำเติมประชาชนและสร้างความเสียหายกว่า 30,000-40,000 ล้านบาท แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังไม่สามารถดำเนินการกับกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ได้ ทั้งที่ตรวจสอบสถิติการส่งมอบได้ไม่ยาก โดยนายมงคลกิตติ์เชื่อว่าการเสนอเพิ่มภาษีผ่านวุฒิสภาสายสีน้ำเงิน เป็นการนัดแนะกับรัฐบาลที่ไม่กล้าเสนอเอง และขัดต่อนโยบายพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นต่อ กกต. ไว้

“การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อนและระมัดระวังการใช้จ่าย จะยิ่งทำให้ฐานภาษีแคบลงและรายได้รัฐลดลงในที่สุด ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีลงแทน โดยปี 2569 ลดเหลือ 6% และปี 2570 ลดเหลือ 5% เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น ส่วนประเด็นการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ของรัฐบาลนายอนุทินที่ไม่ได้หาเสียงไว้นั้น หากจะกู้จริงผมเสนอให้นำเงินก้อนนี้ไปซื้อหุ้น ปตท. คืนจากเอกชนที่มีอยู่ประมาณ 30% รวมถึงเข้าซื้อหุ้นโรงกลั่นไออาร์พีซี (IRPC) และโรงกลั่นอื่นๆ ให้เกิน 51% เพื่อให้รัฐกลับมาเป็นเจ้าของและสามารถควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ที่ประมาณ 1.50 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันที่อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์จนค่าการกลั่นพุ่งไปถึง 17 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน หากทำตามนี้รัฐจะได้ทรัพย์สินกลับคืนมาและสามารถลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลให้กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่ต้นเหตุได้ดีกว่าการนำเงินไปใช้หนี้กองทุนน้ำมันหรือใช้จ่ายในนโยบายที่ไม่ได้วางรากฐานระยะยาว”

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อตรวจสอบนโยบายของพรรคภูมิใจไทยว่าดำเนินการนอกเหนือจากที่หาเสียงไว้หรือไม่ รวมถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันการโกหกประชาชน พร้อมย้ำไปยังนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้ถอนเรื่องการเพิ่มภาษีออกไป เพราะไม่ใช่วิธีการเพิ่มรายได้รัฐที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ และขอให้รัฐบาลพิจารณาข้อเสนอการซื้อคืน ปตท. และโรงกลั่น ซึ่งตนจะไม่คัดค้านการกู้เงินหากนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงานอย่างยั่งยืนเช่นนี้

About The Author

Related posts