วันนี้ 16 ก.ค.69 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายราเชน ตระกูลเวียง ในฐานะ ประธานกรรมาธิการการทหาร ได้นัดประชุมครั้งที่ 10 ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meetings เพื่อเดินหน้าสอบสวนเชิงลึกในประเด็นความมั่นคงระดับประเทศ โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การตั้งโต๊ะพิจารณาผลกระทบระหว่างประเทศ กรณีการส่งออกอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Transshipment) ออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดประชุมครั้งนี้ดึงหน่วยงานความมั่นคงและเศรษฐกิจระดับบิ๊กเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ กองบัญชาการกองทัพไทย, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, กรมศุลกากร และสำนักงาน กสทช.

แต่ประเด็นที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ คือกรณีการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร หลังจากที่ กมธ.การทหาร ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกฯ ส่งหนังสือด่วนที่สุดเพื่อเรียกเอกสารสำคัญจาก 3 หน่วยงานใหญ่ แต่กลับพบว่ามีเพียง พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เท่านั้นที่ยอมส่งมอบรายงานการสอบบัญชีย้อนหลัง 5 ปี ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานและกองทุนสวัสดิการกองทัพเรือรวม 15 ชุด ให้แก่กรรมาธิการตามกำหนด
ขณะที่ทางกองทัพบกและ กสทช. กลับประสานเสียงขอเลื่อนการส่งเอกสาร โดย พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ส่งผู้แทนแจ้งว่าอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเนื่องจากได้รับหนังสือกระชั้นชิด ส่วนทางด้าน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้ปฏิเสธการส่งมอบโดยอ้างว่าเอกสารงบการเงินของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) เป็นเรื่องภายในที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบตามกฎหมาย พร้อมเสนอแนะแกมผลักภาระให้ กมธ. ไปขอจากกองทัพบกโดยตรง ซึ่งท่าทีดังกล่าวส่งผลให้ กมธ.การทหาร เตรียมงัดมาตรการขั้นเด็ดขาดมาบังคับใช้ โดยที่ประชุมเตรียมลงมติว่าจะอนุมัติให้เลื่อนหรือไม่ หากเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร ประธาน กมธ. พร้อมใช้อำนาจส่งหนังสือตรงถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุดเพื่อลงดาบทางวินัยแก่ผู้ขัดคำสั่งทันที และจะรายงานต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด
นอกจากนี้ กมธ.การทหาร ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก ด้วยการตั้ง นางสาวกมลชนก สุพรรณฝ่าย และ นายพิชาญ พรหมเมฆประธาน เป็นที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อลุยไฟนโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย (Offset Policy) ของกระทรวงกลาโหม พร้อมขอขยายเวลาทำงานอีก 30 วัน รวมถึงการอนุมัติจัดสัมมนาใหญ่เพื่อรับฟังความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม ณ อาคารรัฐสภา และการเปลี่ยนแผนลงพื้นที่ปราบปรามยาเสพติดชายแดนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬและมุกดาหารช่วงเดือนสิงหาคมนี้
ก่อนปิดท้ายด้วยวาระร้อนในนัดถัดไป (ครั้งที่ 11) ที่กรรมาธิการเตรียมเปิดศึกรับเรื่องร้องเรียนระทึกขวัญ กรณีทหารสังกัดมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ถูกสั่งสำรองราชการอย่างมีเงื่อนงำ โดยได้ร่อนหนังสือเชิญผู้บัญชาการ มทบ.11 และผู้เสียหายเข้าชี้แจงต่อหน้าอนุกรรมการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ซึ่งคาดว่าการตรวจสอบของ กมธ.การทหาร ในรอบนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่กองทัพและหน่วยงานรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
