(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 11/2569)
กสม. ชงข้อเสนอแนะการตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยเคารพสิทธิฯ หลังพบกรณีละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนจากการบังคับตรวจและใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 11/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
1. กสม. ชงข้อเสนอแนะการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในกระบวนการยุติธรรมโดยเคารพสิทธิฯ หลังพบกรณีละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนจากการบังคับตรวจและใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ)ในกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอกลุ่มผู้พ้นโทษ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กและสตรี ตลอดจนบุคคลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อนำเข้าสู่ฐานข้อมูล ซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงได้มีมติให้หยิกยกกรณีดังกล่าวขึ้นเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

กสม. พิจารณา เห็นว่า การตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญต่อกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากสารพันธุกรรมเป็นข้อมูลทางชีวภาพที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้อย่างแม่นยำและเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า การตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในหลายกรณีกระทบต่อสิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในความเป็นส่วนตัว และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม โดยปรากฏประเด็นปัญหาสำคัญ 4 ประการ ดังนี้
(1) ปัญหาการตีความอำนาจของเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอกับบุคคลต่าง ๆ เกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ โดยขอบเขตบุคคลที่อาจถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอมีเพียง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี แต่แนวทางการปฏิบัติตามที่ปรากฏจากนโยบาย คำสั่ง หรือข้อสั่งการของหน่วยงานรัฐได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างกว้างขวาง ทั้งผู้พ้นโทษ โครงการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอกลุ่มชาติพันธุ์แบบเหมารวมเพื่อปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่แนวชายแดน และจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีการขยายขอบข่ายกลุ่มบุคคลที่ต้องตรวจเก็บเกินเลยกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยมิได้คำนึงถึงวิธีการที่เหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วน อันเป็นหลักการพื้นฐานในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครองและการกระทำทางปกครอง
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการเยียวยาความเสียหาย โดยบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอยังคงไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐตามสิทธิที่พึงมี และภาระการพิสูจน์ความเสียหายมักตกอยู่กับผู้ถูกละเมิดทั้งที่พยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของรัฐ จึงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิการเยียวยา
(2) ปัญหาความยินยอมให้ตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ มีหลายกรณีที่ผู้ถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอมีความเกรงกลัวเนื่องจากอยู่ในสภาวะกดดันภายใต้อำนาจบังคับของเจ้าหน้าที่ ทำให้ความยินยอมมิได้เกิดขึ้นโดยเสรี ทั้งยังมุ่งเน้นเพียงรูปแบบการลงนามในเอกสารให้ความยินยอมที่หน่วยงานกำหนด โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการก่อนตรวจเก็บ เช่น การแสดงตนและอำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการตรวจเก็บ และผลทางกฎหมายหลังจากการให้ความยินยอม ตลอดทั้งการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดทางด้านภาษาของประชาชนบางกลุ่ม ประกอบกับดีเอ็นเอถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลในระยะยาว จึงจำเป็นต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งและสมัครใจ รวมทั้งต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลดังกล่าวตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(3) ปัญหาความซ้ำซ้อนในการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ได้แก่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่มีภารกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมราชทัณฑ์ กรมการปกครอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฯลฯ ทำให้มีบุคคลเดียวกันถูกตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมซ้ำซ้อนหลายครั้งทั้งจากหน่วยงานเดิมหรือหน่วยงานอื่น อันเป็นผลมาจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีโครงสร้างการทำงานแบบแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งนอกจากกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรและใช้งบประมาณของแผ่นดินอย่างไม่คุ้มค่า
และ (4) ประเด็นการจัดทำฐานข้อมูลสารพันธุกรรม (DNA Database) หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และญี่ปุ่น มีการจัดตั้งฐานข้อมูลสารพันธุกรรมระดับชาติภายใต้กฎหมายเฉพาะ ทำให้มีมาตรฐานกลางและหลักเกณฑ์การตรวจเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำเข้าสู่ฐานข้อมูล สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีการจัดตั้งฐานข้อมูลสารพันธุกรรมแห่งชาติ แต่มีการจัดตั้งฐานข้อมูลสารพันธุกรรมในระดับหน่วยงาน ซึ่งยังคงปราศจากกฎหมายรองรับหน้าที่และให้อำนาจเฉพาะแก่เจ้าหน้าที่เพื่อนำเข้า บริหารจัดการ และใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล รวมทั้งการกำหนดหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบ จึงยังไม่อาจลดความซ้ำซ้อนในการตรวจเก็บและทำให้เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถใช้ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่ออำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มประสิทธิภาพได้

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ สรุปได้ดังนี้
(1) ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้ยกเลิกนโยบาย คำสั่ง หรือข้อสั่งการใด ๆ ที่กำหนดให้มีการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอผู้พ้นโทษ และระงับการดำเนินการที่มีลักษณะเป็นการขยายขอบเขตของบุคคลที่จะถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเกินกว่าที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 และให้ทบทวนการดำเนินโครงการตรวจเก็บดีเอ็นเอของบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดและคดีอาญา ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกำชับเจ้าหน้าที่ให้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย วัตถุประสงค์ ขั้นตอนและวิธีการจัดเก็บการใช้ข้อมูล และสิทธิต่าง ๆ ที่พึงทราบ แก่บุคคลที่จะถูกตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเออย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนการใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคง และห้ามตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากเด็กและเยาวชน เว้นแต่กรณีจำเป็น ให้นำพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาบังคับใช้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน รวมทั้งให้กำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐให้ครอบคลุมถึงบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน
(2) ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ให้คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ในฐานะกลไกระดับชาติด้านนโยบายและยุทธศาสตร์งานยุติธรรมของประเทศ บรรจุประเด็นการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเป็นวาระสำคัญ โดยระยะเร่งด่วน ให้ กพยช. ร่วมกับสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะหน่วยงานที่มีฐานข้อมูลดีเอ็นเอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกคำสั่งกำหนดแนวทางบูรณาการและเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยเฉพาะกำชับให้การตรวจเก็บตัวอย่างต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงหลักการให้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง ปราศจากการบังคับ ข่มขู่ หรืออยู่ภายใต้สภาวะจำยอม รวมถึงจัดให้มีล่ามภาษาต่างประเทศหรือภาษาท้องถิ่นที่เหมาะสมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่กลุ่มประชากรเฉพาะ

และระยะยาว ให้ กพยช. พัฒนาและจัดทำร่างกฎหมายกลางว่าด้วยการจัดทำและบริหารจัดการฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับชาติ เพื่อให้มีการตรากฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการ โดยสร้างกลไกการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ อันเป็นการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ
