กรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางเขาบินร้องเรียนว่าไม่ได้รับยารักษาโรคและถูกข่มขู่ให้ถอนเรื่องร้องเรียน

(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 10/2569)

กสม.  ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางเขาบินร้องเรียนไม่ได้รับยารักษาโรคและถูกข่มขู่ให้ถอนเรื่องร้องเรียน เผยไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 10/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

3. กสม. ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางเขาบินร้องเรียนว่าไม่ได้รับยารักษาโรคและถูกข่มขู่ให้ถอนเรื่องร้องเรียน ระบุการดูแลผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี เป็นโรคกระดูกสันหลังคดและเสื่อม ไม่สามารถเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนผู้ต้องขังอื่น เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ผู้ร้องมีอาการอาหารเป็นพิษ แพทย์โรงพยาบาลราชบุรีจ่ายยาต้านอาการคลื่นไส้อาเจียนและเวียนศีรษะให้รับประทาน ต่อมาเมื่อวันที่ 23 และ 24 พฤศจิกายน 2567 เมื่อผู้ร้องกลับเข้ามาเรือนจำแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นจึงไม่สามารถออกไปรับประทานยาที่หน้าแดนตามกฎของเรือนจำได้ พยาบาลเรือนจำกลางเขาบินจึงไม่จ่ายยาให้ทั้งสองวัน ต่อมาผู้ร้อง เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน และความดันสูง พยาบาลเวรจึงเอายาต้านอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ผู้ร้องรับประทาน อาการจึงดีขึ้น

ผู้ร้องรายเดียวกันยังได้ร้องเรียนเจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินรายหนึ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ผ่านเรือนจำกลางเขาบิน ในเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวซึ่งเคยตัดสัญญาณการเยี่ยมผู้ต้องขังขณะที่ผู้ร้องถูกคุมขังที่เรือนจำกลางระยอง มีพฤติกรรมข่มขู่ให้ผู้ร้องถอนคำร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในประเด็นการไม่จ่ายยาให้ผู้ร้อง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่ผู้ร้องถูกย้ายมาคุมขังยังเรือนจำกลางเขาบิน เมื่อเดือนมกราคม 2567 ผู้ร้องได้สิทธิในการออกไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลราชบุรีมาโดยตลอดและไม่ปรากฏว่าถูกละเลยด้านการแพทย์ ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ผู้ร้องมีอาการป่วย เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวออกไปรักษายังโรงพยาบาลราชบุรีในกรณีฉุกเฉินโดยทันที เมื่อกลับเข้าเรือนจำฯ จึงต้องกักโรคเป็นระยะเวลา 5 วัน เจ้าหน้าที่จึงต้องนำยาไปให้รับประทานที่ห้องขัง จนกระทั่งวันที่ 23 – 24 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งพ้นกำหนดกักโรค ผู้ร้องจึงต้องกลับสู่มาตรการการรับประทานยาควบคุมตามปกติ แต่ปรากฏว่าผู้ร้องปฏิเสธการออกมารับประทานยาซึ่งเป็นยาควบคุมที่หน้าแดน ทั้งที่ยังสามารถออกมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และการออกมารับประทานยาที่หน้าแดนจะมีผู้ต้องขังหรืออาสาสมัครเรือนจำ (อสรจ.) คอยช่วยเหลือด้วย ประกอบกับผู้ร้องไม่ใช่ผู้ป่วยติดเตียง และยาที่จ่ายเป็นยาที่ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการวิงเวียนศีรษะ ไม่ใช่ยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำหรือก่อนนอนทุกวัน จึงไม่มีเหตุที่พยาบาลเรือนจำกลางเขาบินจะต้องนำยาควบคุมไปให้ผู้ร้องรับประทานที่ห้องขัง แต่พยาบาลเรือนจำก็ไม่ได้เพิกเฉยหรือละเลยโดยยังสังเกตอาการผู้ร้องอย่างต่อเนื่อง และมอบหมายให้ อสรจ. ที่ดูแลภายในห้องนอนช่วยดูแลติดตามอาการเพิ่มเติม

การดำเนินการดังกล่าวจึงถือว่าเป็นไปตามหลักการคุ้มครองด้านสาธารณสุขตามความจำเป็นตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners: Mandela Rules) ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดบริการสาธารณสุขแก่ผู้ต้องขังในมาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไปและเข้าถึงการรักษาได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน ประเด็นนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าพยาบาลเรือนจำกลางเขาบินกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเด็นร้องเรียนว่าเจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินมีพฤติการณ์ข่มขู่ผู้ร้องให้ถอนเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เห็นว่า ผู้ร้องย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และได้รับแจ้งผลการพิจารณาตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงว่าด้วยการร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราวใด ๆ หรือการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 ให้การรับรองไว้ จากการตรวจสอบปรากฏว่า เจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินผู้ถูกร้องถูกย้ายมาปฏิบัติราชการที่เรือนจำกลางเขาบิน ด้วยเหตุที่สอบเลื่อนระดับได้ ซึ่งยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่บ่งชี้ว่าย้ายมาเพราะมีจุดประสงค์เพื่อพบหรือเกี่ยวข้องกับผู้ร้องเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดีเจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ย่อมมีภารกิจที่ต้องพบปะ ตรวจเยี่ยม และชี้แจงระเบียบวินัยแก่ผู้ต้องขังทุกคน รวมถึงการควบคุมกำกับให้ผู้ต้องขังปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งพยานบุคคลทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า ไม่เคยพบเห็นว่าเจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวแสดงพฤติกรรมข่มขู่คุกคามหรือใช้อำนาจโดยไม่ชอบต่อผู้ร้อง และปรากฏว่าผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องเรียนตามสิทธิของตนได้โดยไม่ถูกจำกัดหรือขัดขวาง ประเด็นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานเรือนจำรายดังกล่าวกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน

About The Author

Related posts