(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 10/2569)
กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี เสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 10/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
2. กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ระบุเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน
นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนเมษายน 2567 จากกลุ่มคนรักแม่น้ำสะแกกรัง ระบุว่า ผู้ร้องอยู่อาศัยและทำกินบริเวณแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ต่อมากรมชลประทาน (ผู้ถูกร้อง) ได้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี แต่ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยและขอให้ยุติโครงการ เนื่องจากโครงการอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน และประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเพียงพอ จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า แม่น้ำสะแกกรังเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดอุทัยธานี ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำทางตะวันตกผ่านตัวเมืองอุทัยธานี และไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยเฉพาะชุมชนเรือนแพซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี และการท่องเที่ยวชมทัศนียภาพทางน้ำ แม้ส่วนประกอบของโครงการจะกำหนดให้มีช่องทางเดินเรือ แต่ด้านเหนือประตูระบายน้ำไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอที่จะปล่อยน้ำมาบริหารจัดการการเดินเรือได้ โครงการจึงอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
แม่น้ำสะแกกรังยังเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและมีสัตว์น้ำหลายชนิด การก่อสร้างประตูระบายน้ำและอาคารประกอบจึงเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำและตัดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ แม้โครงการจะออกแบบให้มีทางผ่านปลาและบันไดปลา แต่โครงสร้างดังกล่าวไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น โดยเฉพาะปลาผิวดินและปลาใต้ดิน อีกทั้งการปิดประตูระบายน้ำจะทำให้เกิดการสะสมของตะกอนบริเวณหน้าประตูที่อาจกระทบต่อการส่งผ่านแร่ธาตุซึ่งเป็นอาหารของสัตว์น้ำ
เมื่อพิจารณามิติของการบริหารจัดการน้ำ เห็นว่า ที่ผ่านมาลุ่มน้ำสะแกกรังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและการเกษตร และมีปัญหาน้ำหลากเนื่องจากเป็นที่ลุ่มต่ำ แม้ในช่วงหน้าแล้งการมีประตูระบายน้ำจะสามารถทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ในลำน้ำสายหลักได้ การปิดประตูระบายน้ำอาจมีน้ำเสียจากชุมชนเมืองในลุ่มน้ำสะแกกรังตอนล่างขังอยู่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ ส่วนในช่วงน้ำหลากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรังจะมีระดับใกล้เคียงกัน จึงเป็นไปได้ยากที่ประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังจะสามารถระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างครบถ้วนและบูรณาการ การสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังก็ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหา ในชั้นนี้จึงเห็นว่า โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและบรรเทาการขาดแคลนน้ำ แต่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการประกอบอาชีพของประชาชน

ส่วนประเด็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชนเห็นว่า การดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังเข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. ได้มีข้อสังเกตต่อรายงาน EIA ของโครงการในหลายประเด็นที่อาจยังศึกษาและประเมินผลกระทบไม่ครบถ้วนเพียงพอ เช่น น้ำเสียสะสมบริเวณหน้าประตูระบายน้ำจากการที่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน บันไดปลาและทางผ่านปลาที่ไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น น้ำต้นทุนสำหรับการบริหารจัดการประตูเดินเรือ แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และน้ำเสียไม่ชัดเจน ขาดการประเมินผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาในกระชังและธุรกิจเรือท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่มีมติไม่เห็นชอบรายงาน EIA และให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นผลกระทบต่าง ๆ
นอกจากนี้ การจัดการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงาน EIA ยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านและกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง อีกทั้งกลุ่มผู้ร้องยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นของโครงการตั้งแต่ต้น ในชั้นนี้จึงเห็นว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่สอดคล้องกับการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้กรมชลประทาน ผู้ถูกร้อง แก้ไขเพิ่มเติมรายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ให้ครบถ้วนตามความเห็นของ คชก. และครอบคลุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชน แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและประเมินผลกระทบเพิ่มเติมไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่อไป พร้อมกันนี้ให้ทบทวนการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง และให้ประสานไปยังคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรังและคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อร่วมกันพิจารณาทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

นอกจากนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอข้อมูลและผลการตรวจสอบตามรายงานนี้ ต่อ คชก. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณารายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนบูรณาการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิม และการก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่นอกเขตชลประทาน รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ หนองน้ำธรรมชาติ และป่าต้นน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรังอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ให้จังหวัดอุทัยธานีประสานไปยังองค์การจัดการน้ำเสียและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อร่วมกันจัดทำแผนและระบบจัดการน้ำเสียชุมชนด้วย
