ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย ที่ถูกหลอกออมทอง ประมาณ 10 คน นำเอกสารหลักฐาน ทั้ง แชทการสนทนาซื้อขายทอง สลิปการโอนเงิน ใบแจ้งความ เข้าแจ้งความที่ศูนย์ รับเรื่องราวร้องทุกข์ กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน
นางสาวบัวไข ทุมแสน ตัวแทนผู้เสียหาย ที่เดินทางมาจากประเทศอิสราเอล เปิดเผยว่า ตนเองรู้จักกับเพจดังกล่าวในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2568 โดยรู้จักผ่านเพื่อนที่ทำงานในประอิสราเอล ว่าออมทองกับเพจดังกล่าวแล้วได้ของจริง ตนเองจึงทักไป และทางมิจฉาชีพได้ เสนอราคาเซ็ตทองคำ 1 บาทพร้อมจี้พระ ในราคาประมาณ 49,900 บาท ซึ่งในขณะนั้นราคาทองมีมูลค่าประมาณกว่า 50,000 บาท ตนเองสนใจจึงจ่ายเงินเป็นลักษณะผ่อนจ่ายครั้งละ 2,000 ถึง 3,000 บาทแล้วแต่ตนเองจะใส่เงินลงไป ยิ่งใส่เยอะก็ได้ทองเร็ว ตนใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนก็ส่งจนหมดและในครั้งนั้นก็มีทองมาส่งถึงบ้านจริง พร้อมใบรับประกัน ที่มีชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของร้านทอง ประกอบกับเมื่อนำทองไปพิสูจน์ทองที่ได้รับมาก็พบว่าเป็นทองจริงสามารถขายต่อได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่น เมื่อร้านทองทักมาให้ซื้อทองออมต่อ โดยเสนอว่าจะให้ราคาทองถูกกว่าเดิม คือ ทองบาทละ 40,000 บาท แต่มีเงื่อนไขคือจะต้องโอนเป็นเงินสดทันทีตนเองจึงสนใจเนื่องจากขณะนั้นราคาทองมีมูลค่าประมาณกว่า 50,000 บาท เมื่อโอนเสร็จทางร้านก็ได้พยายามเสนอขายทองอีก 2 สลึงโดยอ้างว่าเพื่อให้จัดส่งพร้อมกันตนเองจึงโอนไปอีกรวมมูลค่าประมาณ 70,000 บาท กระทั่งเมื่อถึงเวลาที่ต้องได้รับของ ทางร้านพยายามบ่ายเบี่ยงอ้างว่าเงินติดล็อคบัญชีม้า และลูกป่วย กระทั่งเวลาผ่านไปนานจึงทำให้รู้ตัวว่าถูกหลอก หลังรู้ตัวจึงได้ พยายามตั้งกลุ่มเพื่อสอบถามหาผู้เสียหายกระทั่งพบว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกเหมือนกับตัวเองประมาณกว่า 20 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศ เช่น ไต้หวันและอิสราเอล รวมมูลึวามเสียหายค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เมื่อรวบรวมผู้เสียหายได้แล้วตัวเองจึง เป็นตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายเดินทางกลับจากประเทศอิสราเอล มาแจ้งความมิจฉาชีพที่สถานีตำรวจภูธรปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 แต่พบว่าคดีความไม่คืบหน้าจึงเดินทางมาแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อเอาผิดกับมิจฉาชีพในข้อหาฉ้อโกงประชาชน

นางสาวบัวไข ระบุว่าได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากเนื่องจากต้องนำเงินเก็บที่ได้จากการประกอบอาชีพมาใช้ซื้อทองคำดังกล่าวแต่กลับพบว่าไม่ได้จริง และยังถูกผู้ก่อเหตุมีพฤติการณ์ข่มขู่คุกคามปิดกั้นไม่ให้แสดงความคิดเห็นและขู่ว่าจะฟ้องกลับในข้อหาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง อีกทั้งยังข่มขู่ว่าหากกลุ่มผู้เสียหายเดินทางกลับเข้าประเทศก็จะถูกตำรวจจับ จึงรู้สึกกลัวและรวมตัว อีกทั้งอยากให้ตำรวจไปปิดเพจดังกล่าว เพราะยังคง เคลื่อนไหวหลอกประชาชนคนอื่นอีก

นอกจากนี้ นางสาวนุสรา พวงสร้อย ผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ยังระบุว่า ตนเองได้ให้คนที่บ้านที่จังหวัดอุบลราชธานี เดินทางไปยัง ที่อยู่ของร้านทองที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ปรากฏพบว่าที่ดังกล่าวไม่มีร้านทองอยู่จริง แต่กลับเป็นเพียงร้านรับซื้อของเก่าและบ้านน็อคดาวน์หนึ่งหลัง อีกทั้งเมื่อตำรวจตรวจสอบข้อมูลก็ไม่พบว่ามีร้านทองอยู่ในที่อยู่ตามที่ปรากฏ แต่ตอนนั้นไม่ได้ให้คนที่บ้านเข้าไปสอบถามเพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย ตนเองจึงอยากเข้าแจ้งความเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพหลอกคนอื่นอีกเนื่องจากขณะนี้มิจฉาชีพก็ยังคงหลอกลวงผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ปิดเพจหนี แต่ใช้วิธีการข่มขู่ผู้เสียหายที่ถูกหลอก และปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

โดยหลังแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามพนักงานสอบสวน แจ้งกับกลุ่มกับผู้เสียหายว่าไม่สามารถรับคดีดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการรับคดีซ้อนโดยขอให้กลุ่มผู้เสียหายกลับไป ติดตามความคืบหน้าของคดีที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ผู้เสียหายเคยแจ้งความไว้ ซึ่งผู้เสียหายมีความกังวลว่าคดีจะไม่คืบ
