ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รวบนายหน้าหาบัญชีม้า พบโยงคดีหลอกออนไลน์ที่แจ้งความไว้แล้วในรอบ 1 ปี กว่า 38 เคส มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โดยมีคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

คดีแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (บก.สส.ภ.4) โดย กก.สส.1 จับกุม น.ส.รัชนกฯ อายุ 37 ปี และนายเกียรติศักดิ์ดาฯ อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 575 และ 576/2568 ตามลำดับ ลงวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ในความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณถนนสาธารณะหน้าโรงพยาบาลสระใคร ต.สระใคร อ.สระใคร จ.หนองคาย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ก่อนจะขยายผล จนทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นธุระจัดหา ในการเปิดบัญชีธนาคารเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด และยังใช้รถยนต์สีขาวลักษณะรถตู้ขนาดเล็ก มารับบัญชีธนาคารด้วยตนเอง บางรายถึงขั้นพาไปส่งยังพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จึงประสานข้อมูลกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี รวบรวมพยานหลักฐานพร้อมกับขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 คนไว้ ก่อนจะสามารถติดตามจับกุมไว้ได้ในที่สุด

การขยายผลดังกล่าวมีที่มาจากการจับกุมผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ จำนวน 4 ราย เมื่อปลายเดือน 2568 ซึ่งพบว่าผู้ต้องกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับคดีออนไลน์ในช่วงเดือน พ.ย.67-พ.ย.68 รวมทั้งสิ้น 38 Case ID คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท
ทั้งนี้ในส่วนนายเกียรติศักดิ์ดาฯ ยังถูกแจ้งข้อหาคดีครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในที่ทางสาธารณะฯ พร้อมยึพของกลาง อาวุธปืนพกสั้น จำนวน 2 กระบอก, กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 25 นัด ซึ่งตรวจค้นพบในขณะจับกุม ขณะที่ น.ส.รัชนกฯ ผู้ต้องหาอีกคน ถูกจับกุมได้ พร้อมของกลาง เป็นบัญชีธนาคาร, บัตร ATM, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต พร้อมกับสามารถตรวจยึดเงินสด จำนวน 103,790 บาท

คดีที่ 2. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.ภ.4 ร่วมกันจับกุม น.ส.กัลยาพัฒน์ฯ อายุ 24 ปี ตามหมายจับ ศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ จ.53/2569 ลง 14 ม.ค.69 ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, พรบ.คอมพิวเตอร์, สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน หลังพบเป็นบัญชีรับโอนเงินจากกรณีที่คนร้ายได้ติดต่อทำความรู้จักกับผู้เสียหายผ่านแอปพลิเคชัน TikTok จากนั้นพัฒนาความสัมพันธ์ในลักษณะเชิงชู้สาวเพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนชักชวนให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนขายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://www.dillardsuk.com โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง ในช่วงแรกผู้เสียหายสามารถถอนเงินต้นและผลกำไรออกมาได้จริง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมในครั้งต่อมา แต่ภายหลังกลับไม่สามารถถอนเงินได้ โดยแพลตฟอร์มอ้างว่าผู้เสียหายจำเป็นต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อใช้ในการสั่งซื้อสินค้า เนื่องจากมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาแล้ว ต่อมาแม้ผู้เสียหายจะโอนเงินเพื่อซื้อและขายสินค้าจนครบถ้วน ระบบยังคงอ้างเหตุผลในลักษณะเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินออกได้ มูลค่าความเสียหายกว่า 224,702 บาท ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เงินที่ได้จากการหลอกลวงได้ถูกโอนเข้าสู่บัญชีของผู้ต้องหาโดยตรง โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์รับแลกเปลี่ยนเงินให้แก่ชายชาวเมียนมารายหนึ่ง ซึ่งติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งจะมีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารหลายบัญชีเข้ามายังบัญชีของผู้ต้องหาเป็นจำนวนหลายครั้ง ครั้งละตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท จนครบตามยอดที่ตกลงกันกับชายชาวเมียนมาไว้ เมื่อได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ผู้ต้องหาจะใช้บัญชีของแฟนสาวชาวเมียนมา ที่เป็นของธนาคารในประเทศเมียนมา โอนเงินสกุลจ๊าดกลับไปให้ชายชาวเมียนมาดังกล่าว ทั้งนี้ผู้ต้องหาจะได้รับค่าจ้างเป็นร้อยละ 1–3 ของยอดเงินที่แลก ที่น่าสนใจเจ้าหน้าที่ยังพบบัญชีที่ใช้โอนเงินเข้ามายังบัญชีผู้ต้องหาเพื่อแลกเปลี่ยนเงินส่วนใหญ่เป็นบัญชีม้าแถวแรก ที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงในคดีอื่นๆ อีกจำนวนมากอีกด้วย

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนให้ตระหนักถึงอันตรายของการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการจัดหาบัญชีม้า ไม่ว่าจะในฐานะนายหน้าชักชวน เปิด รับซื้อ หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารของตน เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นการร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดอาชญากรรมทางออนไลน์ ซึ่งมักถูกใช้เป็นช่องทางรับและโอนเงินจากการหลอกลวงประชาชน ผู้ที่เป็นบัญชีม้าหรือนายหน้าจัดหาบัญชีม้า มีความผิดตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2–5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000–500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากรับจ้างเปิดบัญชีม้า มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฉ้อโกงหรือฟอกเงิน อาจต้องรับโทษหนักขึ้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังส่งผลให้ถูกอายัดบัญชีธนาคาร ตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง และกระทบต่อประวัติการทำธุรกรรมในระยะยาว ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่อ้างรายได้ง่ายๆ และไม่ควรให้บุคคลใดนำบัญชีธนาคารหรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมทางออนไลน์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
