“ปิดเกมโอมิ”ลวงรักสู่กรงเงิน! ทลายเครือข่ายแม่–พ่อเลี้ยง พาลูกสาววัย 14 ลวงหนุ่มใหญ่กรรโชกทรัพย์

ปฏิบัติการ “ปิดเกมโอมิ”ลวงรักสู่กรงเงิน! ทลายเครือข่ายแม่–พ่อเลี้ยง พาลูกสาววัย 14 ลวงหนุ่มใหญ่กรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายหลายราย สูญเงินกว่า 8 ล้าน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ภายใต้อำนวยการสั่งการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม.,พ.ต.อ.พัฒนา ฉายาวัฒน์, พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์,พ.ต.อ.มารุต กาญจนขันธกุล, พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ รอง ผบก.ปอท.รรท. รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พงศกร โนรี ประจำ (สบ 5) บก.ปคม., พ.ต.อ.เถกิงวุฒิ กิตติศุภคุณ, พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ ผกก.1 บก.ปคม., พ.ต.ท.รัศมิ์ธศิลป์ ป้องอาณา, พ.ต.ท.เอกรณการ นาคนิยม รอง ผกก.1 บก.ปคม., พ.ต.ท.ณัฐพัชร์ งามประดิษฐ์,พ.ต.ท.ธนกร จาวรุ่งวณิชสกุล รอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม.,และ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ หญีตบึ้ง รอง ผกก.1 บก.ปคม. สั่งการให้

เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.ปคม. นำโดย พ.ต.ต.ก่อเกียรติ เกียรติตั้ง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม., พ.ต.ต.ชัยกฤต ทิพย์วงศา, พ.ต.ต.พศวัต ศรีสุขโข, ว่าที่ พ.ต.ต.นนพัทธ์ กาวชู สว.กก.1 บก.ปคม. ร.ต.อ.ธนากร แก่นอินทร์ รอง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม.,

ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย ดังนี้

1.นางสาวชมพูนุช (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 110/2569

ลงวันที่ 12 มกราคม 2569

2.นายบุญฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 111/2569

ลงวันที่ 12 มกราคม 2569

3.นายกันณะเร็ชณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 112/2569

ลงวันที่ 12 มกราคม 2569

ในข้อหา“เป็นอั้งยี่ โดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย, ร่วมกันกรรโชก โดยข่มขืนใจผู้อื่น ให้ ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูก ขู่เข็ญ จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น และร่วมกันฟอกเงิน”

ตรวจค้นสถานที่จำนวน 3 แห่ง ดังนี้

1. บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี

2. บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ตำบลบางมัญ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

3. บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ตำบลบางพุทรา อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

 พร้อมตรวจยึดของกลาง ดังนี้

1. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 3 เล่ม

2. โฉนดที่ดิน จำนวน 3 ฉบับ

3. สร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่อง

4. พระเครื่องพร้อมกรอบ จำนวน 40 รายการ

5. โทรศัพท์มือถือ

6. อาวุธปืนลูกซอง Remington Model 1100 (W008511V)

รวมตรวจยึดทรัพย์สิน มูลค่าประมาณกว่า 4,000,000 บาท

พฤติการณ์ ตามนโยบายเชิงรุกของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ บก.ปคม.เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมอย่างเข้มข้น มุ่งเป้าอาชญากรรมร้ายแรง โดยเฉพาะคดีค้ามนุษย์

การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชน รวมถึงความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนพร้อมยกระดับมาตรการเชิงรุกในการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินเพื่อตัดวงจรขบวนการอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด ซึ่งที่ผ่านมา บก.ปคม. ได้ดำเนินการสืบสวน จับกุม และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงคดีในลักษณะการนำเด็กและเยาวชนมาเป็นเครื่องมือขององค์กรอาชญากรรม เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะของเครือข่ายหรือองค์กร

คดีนี้สืบเนื่องจากผู้เสียหายกับพวกรวม 4 ราย ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปคม. เพื่อให้การและแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ชมพูนุชฯ กับพวก โดยกลุ่มผู้เสียหายให้การว่า น.ส.ชมพูนุชฯ มีพฤติการณ์ขณะช่วงเกิดเหตุมีการนำเด็กคือ น.ส.เอ อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวของตน มาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ อันเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับกรรโชกทรัพย์ หรือความผิดที่เกี่ยวข้อง เหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุโขทัย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกันหลายท้องที่

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ได้เร่งดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

จนพบว่า น.ส.ชมพูนุชฯ ผู้เป็นมารดา มีพฤติการณ์ในการติดต่อทักทายหนุ่มใหญ่ผ่านแอปพลิเคชันโอมิ (OMI) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการหาคู่ เพื่อคัดเลือกเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะทำทีทักพูดคุยสนทนาสร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจในลักษณะเชิงรักใคร่ ต่อมา น.ส.ชมพูนุชฯ ผู้เป็นมารดา ได้ตระเตรียมการวางแผนร่วมกับนายบุญฤทธิ์ฯ ผู้ต้องหาที่อ้างตัวเป็นบิดาของ น.ส.เอ และได้นัดพบกับกลุ่มผู้เสียหายแต่ละรายโดยมีเจตนาแอบแฝงในการให้กลุ่มผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับ น.ส.เอ จากนั้นเมื่อ น.ส.เอ แยกกับผู้เสียหาย น.ส.ชมพูนุชฯ จะสอบถาม น.ส.เอ ว่าได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายหรือไม่

เมื่อ น.ส.เอ รับว่าได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายแต่ละรายจริง น.ส.ชมพูนุชฯ ได้ร่วมกันวางแผนกับ นายบุญฤทธิ์ฯ เพื่อจะเรียกทรัพย์สินจากผู้เสียหาย โดยน.ส.ชมพูนุชฯ จะโทรศัพท์ติดต่อกับผู้เสียหาย อ้างว่า น.ส.เอ บุตรสาวมีอายุไม่ถึง 18 ปี พร้อมข่มขู่และเรียกเงินจากผู้เสียหายในลักษณะกรรโชกทรัพย์ เป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 2–4 ล้านบาทต่อหนึ่งกรณี เพื่อแลกกับการไม่แจ้งความดำเนินคดี จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์โดยละเอียด พบว่ากลุ่มต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน มีการปกปิดวิธีการดำเนินการ และสร้างตัวละครหลายบทบาทเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อผู้เสียหาย โดยให้ นายกันณะเร็ชณ์ฯ โทรศัพท์ไปอ้างตนว่าเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมแสดงตัวอ้างว่าเป็นตำรวจ และให้ นายบุญฤทธิ์ฯ ซึ่งมีสถานะเป็นพ่อเลี้ยงของ น.ส.เอ อ้างตัวว่าเป็นบิดาที่แท้จริง เพื่อวางแผนร่วมกันข่มขู่เรียกเงินจากผู้เสียหาย

 

 จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันวางแผนโดยกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายจำนวนหลายราย และได้รับเงินจากผู้เสียหายรวมประมาณกว่า 8 ล้านบาท โดยได้นำเงินดังกล่าวไปเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ยักย้าย ถ่ายเท อาทิ การนำเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายไปซื้อทองคำ รถยนต์ และที่ดิน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5–8 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายค้นและหมายจับต่อศาลอาญา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย จำนวน 3 แห่ง สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาได้จำนวน 3 ราย ในความผิดฐาน “เป็นอั้งยี่ โดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย, ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น และร่วมกันฟอกเงิน” พร้อมกับตรวจยึด อายัดทรัพย์สินข้างต้น ดำเนินคดีตามกฎหมาย

รายละเอียดที่เกี่ยวข้องของคดี อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดและสืบสวนสอบสวนขยายผลตรวจสอบผู้เสียหายเพิ่มเติม รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยึดและอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. ได้ฝากเตือนภัยไปยังประชาชน ให้เพิ่มความระมัดระวังในใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจมีกลุ่มผู้กระทำความผิดนำเด็กและเยาวชนมาเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม เช่น การค้ามนุษย์ หรือการล่อลวงเด็กและเยาวชนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการนัดพบเด็กและเยาวชนในลักษณะกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินหรือผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยหากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหลอกลวง ข่มขู่ หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเรียกรับทรัพย์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที หากพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน บก.ปคม. 1191 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

About The Author

Related posts