กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 1/2569)
กสม. ตรวจสอบกรณีหัวหน้างานหญิง ม.เอกชน มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกจ้างหญิงในการทำงาน แนะมหาวิทยาลัยกำกับดูแลบุคลากรให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
2. กสม. ตรวจสอบกรณีหัวหน้างานหญิงมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกจ้างหญิงในการทำงาน แนะมหาวิทยาลัยกำกับดูแลบุคลากรให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด

นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 จากอดีตลูกจ้างหญิงของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ระบุว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2565 ผู้ร้องถูกหัวหน้างานหญิงลวนลามทางเพศ ทำให้ผู้ร้องรู้สึกไม่สบายใจและตกใจอย่างมาก จนตัดสินใจลาออกจากงานช่วงสิ้นเดือนตุลาคม 2565 แต่ยังคงได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ร้องไห้ง่าย เกิดอาการตัวสั่นเมื่อพบคนที่มีลักษณะคล้ายกับผู้ถูกร้อง ฯลฯ ผู้ร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศในการทำงาน ประกอบกับการกระทำของผู้ถูกร้องยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ร้องจนถึงขณะที่ร้องเรียน จึงขอให้ตรวจสอบ
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ช่วงเย็นของวันที่เกิดเหตุขณะที่ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และเพื่อนร่วมงานกำลังเก็บของหลังเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมออกบูธถ่ายภาพในบริเวณมหาวิทยาลัย ผู้ร้องถูกผู้ถูกร้องซึ่งเป็นหัวหน้างานสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศ โดยมีเพื่อนร่วมงานอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ต่อมาผู้ร้องและเพื่อนร่วมงานได้แจ้งเรื่องนี้ต่อผู้อำนวยการกลุ่มงาน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของทั้งผู้ถูกร้องและผู้ร้อง ผู้อำนวยการกลุ่มงานได้สอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นและประเมินว่าผู้ถูกร้องกระทำไปโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากเหตุเกิดในพื้นที่สาธารณะและผู้ถูกร้องไม่เคยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือถูกร้องเรียนในลักษณะเช่นนี้มาก่อน จากนั้นผู้อำนวยการกลุ่มงานอนุญาตให้ผู้ร้องปฏิบัติงานที่บ้านพัก 1 เดือน แต่ผู้ร้องตัดสินใจลาออก เนื่องจากได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้ โดยแจ้งเหตุผลดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังฝ่ายบุคคลของมหาวิทยาลัย แต่ไม่ทราบว่ามหาวิทยาลัยดำเนินการต่อกรณีดังกล่าวหรือไม่ อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบของ กสม. ทราบว่าผู้อำนวยการกลุ่มงานได้ออกหนังสือตักเตือนผู้ถูกร้องถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่วนผู้ถูกร้องได้พยายามติดต่อผู้ร้องเพื่อขอโทษทางโทรศัพท์และส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ในระยะแรกหลังเกิดเหตุ แต่ผู้ร้องไม่ได้ตอบกลับ เนื่องจากยังมีสภาพจิตใจที่ไม่พร้อม ผู้ร้องและผู้ถูกร้องจึงไม่ได้ติดต่อสื่อสารกันจนถึงขณะที่ร้องเรียน

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่าการคุกคามทางเพศครอบคลุมพฤติกรรมทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งทางร่างกาย วาจา และการกระทำในลักษณะที่ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกไม่ปลอดภัย อึดอัด อับอาย หวาดกลัว วิตกกังวล หรือมีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้น แม้ผู้ถูกร้องจะอ้างว่ากระทำไปโดยไม่ตั้งใจและไม่มีเจตนาไม่ดีต่อผู้ถูกร้อง แต่การสัมผัสร่างกายบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นพื้นที่เนื้อตัวร่างกายที่มีความละเอียดอ่อน ทำให้ผู้ร้องรู้สึกว่าถูกคุกคามทางเพศในการทำงาน เป็นเหตุให้ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้ถูกร้องต่อไปได้ ต้องขอลาออกจากมหาวิทยาลัย และยังคงได้รับผลกระทบหรือบาดแผลทางจิตใจจนถึงขณะที่ร้องเรียน ประกอบกับผู้ถูกร้องและผู้ร้องมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แตกต่างกัน ผู้ถูกร้องเป็นหัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาของผู้ร้อง ซึ่งอยู่ในสถานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้ถูกร้อง การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกร้องจึงมีลักษณะเป็นการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศในการทำงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นมิตรหรือไม่พึงปรารถนา กระทบต่อสิทธิสตรี อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย และสิทธิในการทำงานในสภาพการทำงานที่ปลอดภัย ตามที่ได้รับการรับรองไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 เพื่อคุ้มครองการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยเฉพาะการกำหนดให้หัวหน้างานต้องไม่กระทำการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อผู้ปฏิบัติงาน ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นการคุกคามทางเพศต่อผู้ร้องในการทำงาน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกลุ่มงาน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกร้องและผู้ร้อง ได้รับทราบเหตุการณ์และตักเตือนผู้ถูกร้อง ทั้งด้วยวาจาและเป็นหนังสือ โดยได้บันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้ในแฟ้มประวัติของผู้ถูกร้อง อีกทั้งเรียกประชุมและแจ้งให้หัวหน้างานทุกฝ่ายที่อยู่ในสายงานบังคับบัญชาพึงระมัดระวังการกระทำหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จึงเห็นว่า ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมและไม่ได้เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากไม่ได้แจ้งผลการดำเนินการดังกล่าวให้ผู้ร้องทราบอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ร้องยังคงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและการเยียวยาความเสียหายหรือผลกระทบทางจิตใจอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ แม้มหาวิทยาลัยดังกล่าวจะมีกฎระเบียบ ข้อบังคับการทำงาน และประมวลจริยธรรมของอาจารย์และเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีช่องทางและขั้นตอนการร้องเรียนและการสอบสวนทางวินัยของผู้ปฏิบัติงาน แต่จากการตรวจสอบของ กสม. ปรากฏว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีตามคำร้องนี้ยังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การพิจารณาว่าการกระทำของผู้ถูกร้องมีลักษณะเข้าข่ายการคุกคามทางเพศในการทำงานหรือไม่ และยังมีช่องว่างในการสื่อสารภายในองค์กร การสร้างความตระหนักรู้ และการรับรู้ข้อมูลดังกล่าวอย่างทั่วถึงด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังมหาวิทยาลัยเอกชนตามเรื่องร้องเรียนนี้ ให้แจ้งรายละเอียดการดำเนินการต่อผู้ถูกร้องให้ผู้ร้องทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเยียวยาความเสียหายทางจิตใจให้แก่ผู้ร้องอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงให้ระบุเพิ่มเติมในหนังสือตักเตือนผู้ถูกร้องว่าเป็นการตักเตือนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในลักษณะที่อาจเป็นการคุกคามทางเพศในการทำงาน พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้ในแฟ้มประวัติของผู้ถูกร้องด้วย พร้อมกันนี้ ให้กำกับดูแล ตรวจสอบ และกำชับให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรของมหาวิทยาลัยปฏิบัติตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยว่าด้วยการบริหารงานบุคคลในประเด็นการคุกคามทางเพศ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยว่าด้วยการสืบสวนผู้ปฏิบัติงาน ในประเด็นการสอบสวนข้อเท็จจริงและการดำเนินการทางวินัยกับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์การคุกคามทางเพศในการทำงาน โดยให้นำนิยามของการคุกคามทางเพศที่กำหนดไว้ใน มาตรา 1 (19) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 มาประกอบการดำเนินการดังกล่าว

นอกจากนี้ ให้ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และการสื่อสารภายในองค์กร ในประเด็นการคุกคามทางเพศ ทั้งด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ มาตรการ และนโยบายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสิทธิในการร้องทุกข์ กลไก หรือช่องทางการร้องเรียนของมหาวิทยาลัย ให้แก่เจ้าหน้าที่ บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรและปลูกฝังค่านิยมการเคารพสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลักการไม่เลือกปฏิบัติ และความเสมอภาคระหว่างเพศ
