ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการสกัดเรือสปีดโบ๊ทขนอาวุธสงครามทางทะเลตราด ตำรวจน้ำบุกยึด AK-47 จำนวน 2 กระบอก พร้อมแมกกาซีน 102 อัน และกระสุนกว่า 24,000 นัด

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.เศรษฐสิริ นิพภยะ ผบก.รน. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สิงห์ชัย ฐานไชยสิทธิ์ ผกก.5 บก.รน., พ.ต.ท.ศิลา ขำเพชร รอง ผกก.5 บก.รน., พ.ต.ท.สุภัทรชัย ศิริธรรม รอง ผกก.5 บก.รน., พ.ต.ท.เทพรัตน์ ถมฉิมพลี ต้นปืน (สบ 3) กรต.บก.รน. ช่วยราชการ กก.5 บก.รน., พ.ต.ต.พิทักษ์ กิตติ สว.ส.รน.5 กก.5 บก.รน.พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รน.5 กก.5 บก.รน. ดำเนินการ

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.พิทักษ์ กิตติ สว.ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ร.ต.ต.สาทิศ วิสุทธิแพทย์ รอง สว.(ป.ทางน้ำ) ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ด.ต.สุทธิพงศ์ บ้านใหม่ ผบ.หมู่.5 บก.รน., ด.ต.เฉลิมชัย เรืองศิลป์ ผบ.หมู่ ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ด.ต.ราชศักดิ์ พลายคง ผบ.หมู่ ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ส.ต.อ.พลวัตร งามประเสริฐ ผบ.หมู่ ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ส.ต.ท.มนัสวี สียางนอก ผบ.หมู่ ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ส.ต.ท.จิรวัฒน์ ไกยโส ผบ.หมู่ ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ส.ต.ต.วรพล รักสัจ ผบ.หมู่ ส.รน.5 กก.5 บก.รน., ส.ต.ต.ลิขิต เนตรแสง ผบ.หมู่ ส.รน.5 กก.5 บก.รน.

ร่วมกันจับกุม นายสมจิตรฯ อายุ 51 ปี สัญชาติไทย โดยกล่าวหาว่า
1.ร่วมกันกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่นายทะเบียน
ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
2.ร่วมกันกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุ
อันสมควรและไม่ได้รับอนุญาต
3.ร่วมกันกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันครอบครองยุทธภัณฑ์ในความควบคุมประเภทอาวุธและ
เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธที่ใช้ในการสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต
4.ใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ ตาม พ.ร.บ.เดินเรือฯ มาตรา 9 (ฉ.6) พ.ศ.2535
5.ทำการในเรือในตำแหน่งที่กฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือกำหนดให้ต้องมีประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถโดยมิได้รับประกาศนียบัตร ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา282 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย(ฉบับที่14)

พร้อมด้วยของกลางในคดี
1.อาวุธ ปืนอาก้า (AK-47) จำนวน 2 กระบอก
2.เครื่องกระสุนปืนอาก้า (AK 47) (ขนาด 7.62 มม.) รวม 23,640 นัด
3.เครื่องกระสุนปืนกล (ขนาด 12.7 มม.) รวม 765 นัด
4.แมกกาซีนปืนอาก้า ( AK-47) จำนวน 102 อัน
5.ยานพาหนะ เรือยนต์สปีดโบ๊ท สีขาว – น้ำเงิน ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ขนาด 3.37 ตันกรอสเครื่องยนต์ติดท้าย ยี่ห้อ Yamaha 225 แรงม้า จำนวน 1 ลำ พร้อมเทรลเลอร์ลากเรือ
6.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ VIVO Y19S ( เป็นของผู้ต้องหา) ตำแหน่งที่พบของกลาง พบของกลางซุกซ่อนอยู่ใต้ท้องเรือและห้องหัวเรือสปีดโบ๊ทไม่ทราบชื่อ และทะเบียนตามของกลางรายการที่ 5
สถานที่จับกุม บริเวณท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง ม.2 ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด

พฤติการณ์ในคดี เปิดปฏิบัติการสกัดเรือสปีดโบ๊ทขนอาวุธสงครามใน จว.ตราด ปฏิบัติการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำแหลมงอบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมข่าวทหารเรือ กองบัญชาการกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่ข่าวทัพเรือภาคที่ 1 นำไปสู่การตรวจยึดอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนจำนวนมาก หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการใช้เรือสปีดโบ๊ทออกไปรับสิ่งของต้องสงสัยกลางทะเลบริเวณเกาะกูด ก่อนลำเลียงกลับเข้าฝั่งในพื้นที่อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
แกะรอยจากเบาะแสสายลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจน้ำแหลมงอบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมข่าวทหารเรือ กองบัญชาการกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่ข่าวทัพเรือภาคที่ 1 ได้ร่วมกันสืบสวนหาข่าวในพื้นที่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่าจะมีการนำเรือสปีดโบ๊ทออกไปรับสิ่งของกลางทะเล โดยเชื่อว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย บริเวณทะเลใกล้เกาะกูด จังหวัดตราด จากนั้นจะลำเลียงสิ่งของดังกล่าวกลับขึ้นฝั่งที่ ท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง หมู่ 2 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ข้อมูลดังกล่าว ถูกรายงานต่อ พ.ต.ต.พิทักษ์ กิตติ สว.ส.รน.5 กก.5 บก.รน. ซึ่งได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการเฝ้าสังเกตการณ์ทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือตามเบาะแส

เรือสปีดโบ๊ทเป้าหมายออกจากท่า ชุดปฏิบัติการทางบกพบเรือสปีดโบ๊ท สีขาว-น้ำเงิน มีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง วิ่งออกจากท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง หมู่ 2 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ มุ่งหน้าออกสู่ทะเลไปทางเกาะกูดเจ้าหน้าที่ใช้กล้องส่องทางไกลตรวจสอบ พบว่าบนเรือมีบุคคลอยู่จำนวน 2 คน จึงรายงานความเคลื่อนไหวให้ พ.ต.ต.พิทักษ์ กิตติ ทราบ จากนั้นจึงมีคำสั่งให้ชุดปฏิบัติการทางบกและทางน้ำเตรียมเข้าติดตาม โดยนำเรือตรวจการณ์ตำรวจน้ำ รน.332 ออกปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ชุดปฏิบัติการทางบกตรวจพบเรือสปีดโบ๊ทลำเดิมกำลังวิ่งกลับเข้าฝั่ง
จากการใช้กล้องส่องทางไกล เจ้าหน้าที่พบว่าบนเรือยังคงมีบุคคลอยู่ 2 คน เช่นเดียวกับช่วงที่เรือออกจากฝั่ง โดยเรือหันหัวมุ่งหน้ากลับมายังท่าเทียบเรือดิเรก จุดเดิมที่ออกเรือไป

จังหวะเรือเทียบท่า เจ้าหน้าที่เข้าควบคุม เมื่อได้รับรายงาน พ.ต.ต.พิทักษ์ กิตติ จึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการทางบกและชุดปฏิบัติการทางน้ำ พร้อมเรือตรวจการณ์ตำรวจน้ำ รน.332 เข้าตรวจสอบและตรวจค้นเรือเป้าหมาย เมื่อเรือสปีดโบ๊ทแล่นเข้ามาเทียบกับเรือประมงที่จอดอยู่บริเวณท่าเทียบเรือดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทั้งทางบกและทางน้ำได้เข้าปฏิบัติการ แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ และเข้าควบคุมเรือสปีดโบ๊ทลำดังกล่าว ภายในเรือพบชาย 1 ราย กำลังผูกเชือกเรือ มีท่าทางต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น ชายดังกล่าวทราบชื่อภายหลังคือ นายสมจิตรฯ หรือโจ้ อวนข้อง อายุ 51 ปี

เปิดห้องหัวเรือ พบกระสอบต้องสงสัย ระหว่างตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบ กระสอบจำนวนหลายกระสอบพันด้วยกระดาษกาว ซุกซ่อนอยู่บริเวณห้องหัวเรือและในระวางท้องเรือเมื่อเปิดตรวจสอบ สิ่งที่พบประกอบด้วยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก
ผู้ต้องหารับสารภาพ อ้างรับจ้างขนของโดยไม่รู้ว่าเป็นอาวุธ จากการสอบถามเบื้องต้น นายสมจิตรฯให้การว่า ตนเองและ นายศักรินทร์ฯ หรือตู่ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเรือสปีดโบ๊ท ได้รับว่าจ้างให้ออกเรือไปรับของทางทะเล แต่ในขณะรับงานนั้นไม่ทราบว่าสิ่งของดังกล่าวคืออะไร นายสมจิตรฯ ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่าของกลางทั้งหมดได้รับมาจาก ชาวกัมพูชา ซึ่งขับเรือนำสิ่งของมาส่งกลางทะเลบริเวณใกล้เกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ก่อนที่ตนเองและผู้ร่วมเดินทางจะนำเรือกลับมายังฝั่งจุดหมายปลายทางคือ ท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เรือออกไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมและตรวจค้นเรือ นายศักรินทร์ฯ หรือตู่ ได้อาศัยช่วงชุลมุนวิ่งหลบหนีออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

แจ้งข้อกล่าวหา ก่อนส่งตัวดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาให้นายสมจิตรฯ ทราบ
โดยนายสมจิตรฯ รับทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาเป็นอย่างดี ก่อนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายสมจิตรฯ พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แหลมงอบ จ.ตราด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วน นายศักรินทร์ฯ หรือตู่ จันทร์อบ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป
ไม่ใช่แค่จับคน แต่ต้องสาวให้ถึงต้นทาง ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงการตรวจยึดอาวุธและจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย เนื่องจากของกลางที่พบมีทั้งอาวุธปืน AK-47 แมกกาซีนจำนวนมาก และเครื่องกระสุนหลายขนาด

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงเตรียมสืบสวนและขยายผลเพื่อให้ทราบถึงขบวนการและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทาง ผู้จัดหา ผู้ว่าจ้าง ผู้ลำเลียง ตลอดจนปลายทางของอาวุธดังกล่าว
พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ต.พิทักษ์ กิตติ สว.ส.รน.5 กก.5 บก.รน.
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างน ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”

