ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้ากรณีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนมากนำท่อระบายน้ำมาปิดทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยารามทุกทิศทาง และเทปูนลงในท่อจนเต็ม พร้อมติดป้ายให้รื้อสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน โดยล่าสุดฝ่ายวัดเข้าแจ้งความกับตำรวจแล้ว ขณะที่ลูกศิษย์วัดและชาวบ้านช่วยกันรื้อท่อปูนออกทันทีหลังกลุ่มดังกล่าวออกจากพื้นที่ ก่อนเกลี่ยปูนผสมสำเร็จที่ล้นออกมาให้เป็นพื้นบริเวณทางเข้า-ออกแทน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ริมถนนกัลปพฤกษ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนมากนำท่อระบายน้ำมาตั้งปิดทางเข้า-ออกวัดทุกทิศทาง ก่อนเทปูนลงในท่อจนเต็ม
ในเหตุการณ์ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมชายฉกรรจ์ที่สวมเสื้อลายพรางคล้ายทหารบกเดินเข้ามาภายในวัด พร้อมบอกชาวบ้านและลูกศิษย์วัดห้ามถ่ายภาพและห้ามบันทึกคลิปวิดีโอ จนเกิดการปะทะคารมกับฝ่ายวัด ก่อนผู้หญิงและกลุ่มชายดังกล่าวจะเดินออกจากประตูวัดไป
บริเวณพื้นที่ยังมีการติดป้ายข้อความว่า “ห้ามบุกรุก พื้นที่นี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดทางกฎหมาย” รวมทั้งป้ายประกาศแจ้งเตือนระบุว่า “ที่ดินผืนนี้เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล โฉนดเลขที่ 61945 ห้ามผู้ใดบุกรุก หรือเข้ามาทำประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ผู้บุกรุกขนย้ายสิ่งปลูกสร้าง/ทรัพย์สินทั้งหมดออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน หลังจากที่ติดประกาศนี้ หากพ้นกำหนด เจ้าของที่ดินจะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาให้ถึงที่สุด โดยไม่มีการแจ้งเตือนซ้ำอีก” ประกาศ ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดเลขที่ 61945

ผู้สื่อข่าวได้พบพระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม อายุ 72 ปี พร้อมนายธนากร บุญนคร หรือ “นัท” อายุ 33 ปี ชาว ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ลูกศิษย์ใกล้ชิดที่คอยดูแลเจ้าอาวาส เนื่องจากพระครูอดุลย์สารนิเทศมีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และต้องเข้ารับการฟอกไตทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ โดยช่วงเช้าวันเดียวกัน เจ้าอาวาสเพิ่งเดินทางกลับจากกิจของสงฆ์พร้อมกับพระลูกวัด
ด้านทนายความของพระครูอดุลย์สารนิเทศ ซึ่งขณะนั้นอยู่ต่างจังหวัด ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ว่า ปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวดำเนินมายาวนานและผ่านกระบวนการศาลมาแล้วหลายคดี เนื่องจากเกี่ยวข้องกับโฉนดที่ดินหลายแปลง ปัจจุบันเหลือเพียงแปลงสุดท้าย เนื้อที่ 5 ไร่เศษ ซึ่งยังไม่มีการออกโฉนด เพราะอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล
ทนายความระบุว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยวัดเป็นจำเลย ส่วนในชั้นฎีกา ฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ขณะที่ฝ่ายวัดได้ยื่นคัดค้านตามขั้นตอนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอศาลพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง หากศาลไม่รับคำร้อง คดีจะถือเป็นที่สิ้นสุด แต่หากศาลรับคำร้อง คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นฎีกาต่อไป ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากทนายความอยู่ต่างจังหวัด จึงแนะนำให้เจ้าอาวาสเข้าแจ้งความกับตำรวจทันทีเพื่อความปลอดภัย

นายธนากร ลูกศิษย์ใกล้ชิดเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้ปะทะคารมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองและเจ้าอาวาสอยู่ภายในวัด ช่วงเช้าเห็นคนมาตัดหญ้าบริเวณรอบวัด เมื่อตัดหญ้าเสร็จจึงเริ่มนำป้ายมาติดทีละด้านจนครบทุกทิศ โดยประเมินว่ามีผู้เดินทางมาประมาณ 40–50 คน ใช้รถตู้ 3 คัน และสังเกตเห็นหนึ่งคนแต่งชุดทหารเต็มยศและคอยยืนสังเกตการณ์อยู่โดยรอบ
ส่วนคนงานมีลักษณะคล้ายผู้ที่ถูกจ้างมา ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่ บางคนสวมชุดคลุมหรือชุดในลักษณะแนวทหาร แต่นายธนากรมองว่า “ดูแล้วไม่ใช่ทหารแน่นอน มองดูแล้วเหมือนกุ๊ยมากกว่า” โดยหลังเห็นเหตุการณ์ ได้พาเจ้าอาวาสไปแจ้งความ ก่อนกลับมาที่วัดพร้อมตำรวจสายตรวจ 2 นาย เพื่อสอบถามว่ากลุ่มชายดังกล่าวเข้ามาดำเนินการด้วยจุดประสงค์ใด
นายธนากรกล่าวว่า กลุ่มชายดังกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินเป็นชื่อนายเฮียง และด้านหลังโฉนดไม่มีชื่อผู้ครอบครองหรือระบุว่ามอบให้ผู้ใด จึงอ้างสิทธิ์ว่าเป็นทรัพย์สินของทายาท ก่อนนำท่อมาปิดทางเข้า-ออก และสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน ตามข้อความที่ติดประกาศไว้ กลุ่มดังกล่าวยังอ้างว่า “เบื้องบนสั่งตรงลงมาให้ทำ” พร้อมระบุว่าจะไม่รับฟังศาลและไม่รับฟังตำรวจ ซึ่งนายธนากรยืนยันว่าเป็นไปตามถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในคลิปเหตุการณ์ หลังกลุ่มชายฉกรรจ์ออกจากพื้นที่แล้ว นายธนากรและชาวบ้านจึงช่วยกันรื้อถอนท่อปูนออกทันที โดยนายธนากรระบุว่า ก่อนเดินทางกลับ กลุ่มชายดังกล่าวได้พากันถ่ายภาพ ชูนิ้วโป้ง และร้องเฮพร้อมกันเสียงดัง ก่อนแยกย้ายออกจากบริเวณวัด ตนมีความผูกพันกับวัดป่าอดุลยารามมาตั้งแต่เด็ก เคยเข้ามาเล่นและอาศัยอยู่ภายในวัดจนเติบโต ปัจจุบันยังคอยดูแลเจ้าอาวาสเป็นประจำทุกวัน หลังเกิดเหตุ ตนและชาวบ้านได้พูดคุยกันและรู้สึกสงสารเจ้าอาวาสกับพระลูกวัด เนื่องจากอยู่ในช่วงจำพรรษา หากถูกไล่ออกจากพื้นที่ พระสงฆ์จะทำอย่างไรและจะไปอยู่ที่ใด
ส่วนความคืบหน้าทางคดี
ผู้สื่อข่าวสอบถาม พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ได้รับข้อมูลว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับแจ้งความไว้เป็นคดีแล้ว และอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าอาวาสและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หลายปาก สำหรับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา พนักงานสอบสวนจะเรียกมาสอบปากคำภายหลังสอบปากคำพยานฝ่ายวัดเสร็จสิ้น ก่อนพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาตามพฤติการณ์ที่ปรากฏและเกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ในเวลา 15.00 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมฝ่ายปกครองอำเภอเมืองขอนแก่น จะลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม เพื่อตรวจสอบและเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังลูกศิษย์วัดและชาวบ้านช่วยกันรื้อท่อซีเมนต์ออกจากทางเข้า-ออก ยังเหลือเศษซากท่อและปูนผสมสำเร็จที่กลุ่มชายดังกล่าวนำมาเทลงในท่อ โดยปูนบางส่วนล้นออกมาหลังการรื้อถอน จึงมีการเกลี่ยปูนให้เป็นพื้นบริเวณทางเข้า-ออกแทน จากการพูดคุยกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบวัด ส่วนใหญ่ต่างรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำสิ่งของมาปิดทางเข้า-ออกวัดทุกทิศทาง ชาวบ้านระบุว่า ได้ยินเรื่องข้อพิพาทระหว่างวัดกับทายาทเจ้าของที่ดินมานานแล้ว แต่ไม่ทราบรายละเอียดเชิงลึกว่าเป็นอย่างไร โดยรับรู้ข้อมูลเท่าที่ปรากฏเป็นข่าว พร้อมยอมรับว่ารู้สึกใจหายหากวัดป่าอดุลยารามถูกรื้อถอน เพราะคนในชุมชนและชาวบ้านโดยรอบให้ความเคารพ เลื่อมใสศรัทธาวัดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชน คงต้องรอติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจกันต่อไป โดยไม่ประสงค์ให้สัมภาษณ์ออกสื่อ แต่ขอฝากให้ผู้สื่อข่าวช่วยเป็นกระบอกเสียงแทน
ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 ก.ย.68 นางบัวไช สรสมุทร อายุ 74 ปี ชาว อ.เมือง จ.ขอนแก่น นำเอกสารหลักฐานการเป็นผู้จัดการมรดก พร้อมด้วยโฉนดที่ดิน และเอกสารสำเนาการลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองขอนแก่น และ บก.ปปป. นำมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงตรวจสอบข้อเท็จจริง และสะท้อนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หายหลังจากการเข้าแจ้งความที่ บก.ปปป.และ สภ.เมืองขอนแก่น แต่เรื่องไม่มีความคืบหน้าใดๆ.นางบัวไข กล่าวว่า ในฐานะมรดกของคุณพ่อ ซึ่งเสียชีวิตแล้วคือ นายเฮียง พิมพ์ศรี ซึ่งศาลจังหวัดขอนแก่น มีคำพิพากษาลงวันที่ 8 ส.ค.2559 ให้ตนเองเป็นผู้จัดการมรดก คุณพ่อตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่กลับถูกพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น แสดงเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ครอบครองที่ดินเนื้อที่รวม 27 ไร่ อย่างไม่เป็นธรรม จนมีการขึ้นศาลอย่างต่อเนื่องซึ่งเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันว่าใครอยู่เบื้องหลัง และใครต้องการที่ดินแปลงนี้ เพราะเป็นที่ดินทำเลทองใจกลางเมือง ติดกับรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งตนก็ออกมาปกป้องสิทธิ์ของครอบครัวและสิทธิ์อันพึงจะได้ ตามเอกสารหลักฐานที่ปรากฏคือโฉนดที่ดินที่นำมาแสดงต่อสื่อมวลชนว่า เจ้าของคือคุณพ่อไม่ใช่ของวัด ตนจึงเข้าแจ้งความที่ บก.ปปป. เพื่อเอาผิดเจ้าอาวาสที่ยักยอดกที่ดินของครอบครัวไป.อีกทั้งตนก็อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ก็เข้าไปที่วัดอย่างต่อเนื่อง ก็พบว่ามีการปล่อยวัดให้เป็นพื้นที่ทรุดโทรม เป็นแหล่งมั่วสุม และทราบมาว่าบางครั้งก็ลักลอบค้ายาเสพติดในวัด และมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบก็ตรวจพบของกลางและจุดที่มีลักษณะของการมั่วสุมอย่างชัดเจน
“จำได้ว่าในปี 2533 คุณพ่อคือนายเฮียง เคยพูดว่าจะยกที่ดิน 6 ไร่ให้สร้างวัด แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ จนกระทั่งปี 2534 คุณพ่อเสียชีวิต ทุกอย่างถือเป็นโมฆะและไม่ดำเนินการใดๆ อยู่ๆเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันมาอ้างเอกสารสิทธิ์ทั้ง 27 ไร่ และไม่มีการดำเนินการใดๆที่ถูกต้อง วัดก็ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย พื้นที่ของวัดก็ปล่อยทิ้งขว้าง ทรุดโทรมไม่ดูแล
ซึ่งข้อมูลทั้งหมดส่งมอบให้กับ บก.ปปป.แล้ว โดยหวังว่า ผู้ที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่กำลังตรวจวัดและจับกุมคนผิดในวงการต่างๆ จะมารับเรื่องวัดป่าอดุลยารมแห่งนี้เพื่อสร้างความกระจ่างตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป” ที่สำคัญคือการแจ้งความเอาผิดพระสุพัตร์ ฐิตวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ที่สวมสิทธิ์และแอบอ้างตนเอง เป็นพระครูอดุลสารนิเทศ ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นของเจ้าอาวาส วัดตราชูวนาราม นางบัวไขกล่าว
พงษ์พจน์ บุญมีวิเศษ…………………รายงาน

