สืบเนื่อง ที่ปรากฏข่าวหญิงไทยรับจ้างหิ้วของเข้าประเทศญี่ปุ่น ถูกทางการญี่ปุ่นตรวจพบเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.

ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ดำเนินการสืบสวนขยายผลคดีนี้ให้ถึงที่สุด เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สังคม พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ได้นำทีมสืบสวนสอบสวน พร้อมแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.ธีระ ทองระยับ ผบก.ปส.4 และ พล.ต.ต.วันชนะ บวรบุญ ผบก.ขส., ทางการญี่ปุ่น และสำนักงาน ป.ป.ส.
ร่วมสืบสวนขยายผลจนทราบว่ากลุ่มผู้ห้องหาเป็นชาวเวียดนามร่วมกันก่อเหตุมีลักษณะเป็นขบวนการกระทำความผิดร้ายแรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บช.ปส. จึงได้รับเป็นคดีการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุมตัว น.ส.โฮ (นามสมมติ) สัญชาติเวียดนาม ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้โอนเงินค่าจ้างหิ้ว ให้กับ น.ส.จุฑาทิพย์ (นามสมมติ) หญิงไทยที่ถูกจับกุมที่ญี่ปุ่น โดยสามารถจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 28 ก.ค.69 ที่ผ่านมา

จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมทราบว่า น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กรับจ้างหิ้วของไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการติดต่อว่าจ้างจากบุคคลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ING ING” ให้หิ้วพัสดุไปยังประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ส่งกล่องพัสดุผ่านบริการขนส่งเอกชนมาให้ น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ภายในกล่องดังกล่าวมีการนำไอซ์ ซุกซ่อนไว้ในซองกาแฟสำเร็จรูป ปะปนกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปเพื่อ
อำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ คณะทำงานได้สืบสวนจนทราบผู้ที่ใช้บัญชีแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ING ING” คือ นายแบง (นามสมมติ) สัญชาติเวียดนาม จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 อย่างไรก็ตาม พบว่านายแบง (นามสมมติ) ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว
ต่อมาเมื่อวานนี้ (31 ก.ค.69) คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้รับแจ้งประสานจากทางการประเทศญี่ปุ่นว่า อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้อง น.ส.จุฑาทิพย์ฯ และจะส่งตัวเดินทางกลับประเทศไทย

ในวันเสาร์ที่ 1 ส.ค.69 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. จึงได้สั่งการด่วนให้คณะทำงานประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมรับตัว น.ส.จุฑาทิพย์ฯ และเชิญตัวมายัง บช.ปส. เพื่อบันทึกถ้อยคำและรวบรวมพยานหลักฐาน
ล่าสุดในวันนี้ (1 ส.ค.69) ณ บช.ปส. นำโดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ธนรัชต์ สอนกล้า, พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 และ พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ผบก.อก.บช.ปส. ได้ร่วมรับตัวและสอบปากคำ น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักผู้ที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ได้ทั้งหมด เบื้องต้น น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นๆ ที่คณะทำงานได้รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้ออกหมายจับเครือข่ายชาวเวียดนามที่ก่อเหตุแล้วจำนวน 2 หมาย สามารถจับกุมได้ 1 คน และอยู่ระหว่างติดตามตัวอีก 1 คน ในข้อหาการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และคาดว่าจะสามารถขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมได้ในเร็ว ๆ นี้

บช.ปส. ขอเตือนภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่มีพฤติกรรมรับฝากหรือรับหิ้วของเดินทางระหว่างประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่แอบแฝงซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายในสัมภาระ ซึ่งอาจทำให้ท่าน
ตกเป็นผู้ต้องหาและถูกดำเนินคดีทางอาญาโดยไม่รู้ตัว หากพบเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่ บช.ปส. หรือ สายด่วน ตร. 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
