ตำรวจชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (ภ.6) ตามรวบผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ชาวไทย-จีน ได้ภายในคอนโดมิเนียมย่านรัชดา-ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร หลังร่วมกันหลอกผู้เสียหายชาวพิษณุโลก อ้างตัวเป็นพนักงานธนาคารและตำรวจสืบสวนคดีพิเศษ ข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนหลอกให้ถอนเงินสดจากสลากออมสิน เงินฝาก และหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ ส่งมอบให้คนร้ายถึงบ้าน รวมความเสียหายกว่า 15.68 ล้านบาท

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 และ พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามผู้ต้องหาตามหมายจับ

คดีนี้เกิดขึ้นหลังผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้นามแฝง “นายแบงค์” ติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคารและตำรวจสืบสวนคดีพิเศษ สภ.เมืองน่าน หลอกว่าผู้เสียหายพัวพันคดีฟอกเงิน พร้อมสั่งให้ถอนทรัพย์สินทั้งหมดมาตรวจสอบ โดยมีหลานชายช่วยติดต่อและโอนเงินตามคำสั่ง

ระหว่างวันที่ 21 เมษายน ถึง 6 มิถุนายน 2569 ผู้เสียหายถอนเงินสดจากสลากออมสิน เงินฝาก และหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ ก่อนส่งมอบให้คนร้ายที่เดินทางมารับถึงบ้านพักในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 5 ครั้ง รวมเงินสด 15,510,000 บาท อีกทั้งยังถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติม อ้างเป็นค่าเอกสาร ค่าเดินทาง และค่าตรวจสอบอีก 171,919 บาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 15,681,919 บาท

จากการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ 3 ราย ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
ก่อนหน้านี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย ได้แก่ ชายชาวจีน อายุ 29 ปี ทำหน้าที่รับคำสั่งผ่านแอปพลิเคชัน Telegram บริหารจัดการเงินดิจิทัลสกุล USDT ควบคุมบัญชีธนาคารหลัก และสั่งการให้หญิงชาวไทย อายุ 22 ปี สมัครบัญชี Binance เพื่อแลกเปลี่ยน USDT เป็นเงินบาท ถอนเงิน และโอนกระจายเงินตามคำสั่ง

ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบสวนแกะรอยพบผู้ร่วมขบวนการอีก 2 ราย หลบซ่อนตัวอยู่ภายในคอนโดมิเนียมย่านรัชดา-ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จึงเข้าตรวจค้นและจับกุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วยหญิงชาวจีน 1 ราย และหญิงชาวไทย 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง 22 รายการ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ 14 เครื่อง คอมพิวเตอร์ MacBook 1 เครื่อง นาฬิกา Apple Watch 1 เรือน สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม และบัตรกดเงินสดหรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 4 ใบ
ล่าสุดวันที่ 20 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป.
