(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 25/2569)
กสม.ตรวจสอบกรณี เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองยะลา ใช้กำลังสกัดตรวจค้นเยาวชนจนได้รับบาดเจ็บ แนะ ตร. ทบทวนคู่มือยุทธวิธีตำรวจและบังคับใช้ระเบียบการติดกล้องอย่างเคร่งครัด

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 25/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้
1. กสม. ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา ใช้กำลังสกัดตรวจค้นเยาวชนเกินสมควรแก่เหตุจนได้รับบาดเจ็บ แนะ ตร. ทบทวนคู่มือยุทธวิธีตำรวจและบังคับใช้ระเบียบการติดกล้องอย่างเคร่งครัด
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ช่วงดึกของวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา (สภ.เมืองยะลา) ผู้ถูกร้อง ตั้งจุดสกัดในพื้นที่ถนนสายภิรมย์รัตน์ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา หลานชายของผู้ร้องอายุ 16 ปี (ผู้เสียหายที่ 1) ขับรถจักรยานยนต์ โดยมีเพื่อนอายุ 15 ปี (ผู้เสียหายที่ 2) นั่งซ้อนท้าย เมื่อมาถึงบริเวณจุดสกัด ผู้ถูกร้องสั่งให้หยุดรถ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ตกใจและเข้าใจว่าอาจถูกดำเนินคดี จึงชะลอความเร็วแต่ยังคงเคลื่อนที่ ผู้ถูกร้องจึงผลักรถจักรยานยนต์จนเสียหลักไปชนกับรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนน และภายหลังผู้เสียหายล้มลงแล้ว ผู้ถูกร้องยังใช้เท้าถีบและเตะผู้เสียหายทั้งสองหลายครั้ง ทั้งที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่มีท่าทีขัดขืนต่อสู้และไม่มีอาวุธใด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ โดยผู้เสียหายที่ 1 หมดสติระหว่างส่งตัวและฟื้นคืนสติเมื่อถึงโรงพยาบาลยะลา ส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีอาการแน่นหน้าอกและรู้สึกจะอาเจียน ต่อมาผู้ถูกร้องตรวจค้นรถจักรยานยนต์และร่างกายของผู้เสียหายทั้งสองแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ผู้ร้องเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินสมควรแก่เหตุและเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พยานหลักฐานทั้งภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด กล้องบันทึกภาพและเสียงติดตัวเจ้าหน้าที่ (Body Camera) และใบรับรองแพทย์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะลา ผู้ถูกร้องตั้งจุดสกัดเร่งด่วนเพื่อตรวจสอบกลุ่มวัยรุ่นที่รวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์ก่อกวนในพื้นที่ถนนสายภิรมย์รัตน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ล้ำเข้าไปในเส้นทางเดินรถและใช้แขนกระแทกตัวผู้เสียหายขณะรถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว อันเป็นเหตุโดยตรงให้รถเสียหลักล้มและชนกับรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานภาพเคลื่อนไหวสนับสนุนข้อกล่าวหาว่ามีการใช้เท้าถีบหรือเตะผู้เสียหายภายหลังการควบคุมตัว ทั้งนี้ ไม่ปรากฏไฟล์ภาพจากกล้องบันทึกภาพและเสียงติดตัวของเจ้าหน้าที่นายที่เข้ากระแทกรถจักรยานยนต์ในช่วงเวลาสำคัญ ทั้งที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เรื่องกำชับการปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด กำหนดให้ต้องบันทึกภาพและเสียงต่อเนื่องตลอดการปฏิบัติหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องอ้างข้อจำกัดด้านหน่วยความจำของอุปกรณ์และระยะเวลาการปฏิบัติราชการที่ต่อเนื่องเกินกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน จึงไม่สามารถบันทึกภาพได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นนี้ กสม. เห็นว่ากระทบต่อหลักความโปร่งใสและภาระการพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของหลักนิติรัฐในการตรวจสอบการใช้อำนาจ

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ใช้ร่างกายเข้าปะทะยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพื่อสกัดจับ เป็นวิธีการที่เกินสมควรแก่เหตุและขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) และหลักความจำเป็น (Principle of Necessity) ในการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตทั้งต่อผู้เสียหายและตัวเจ้าหน้าที่เอง ทั้งที่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า เช่น การบันทึกทะเบียนรถเพื่อติดตามภายหลัง หรือการประสานวิทยุสกัดจับในพื้นที่อื่น นอกจากนี้ เมื่อผู้เสียหายเป็นเด็กและเยาวชน การเลือกใช้วิธีที่มีความเสี่ยงสูงยังขัดต่อหลักการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กดังที่ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 7 และข้อ 9 ที่ห้ามการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมและการควบคุมตัวโดยอำเภอใจ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเห็นควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อไป เนื่องจากพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
นอกจากนี้ กสม. ยังพบปัญหาเชิงระบบว่า กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนที่กำหนดให้ผู้ร้องต้องเดินทางไปยังสถานีตำรวจหลายครั้งเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง มีความยุ่งยากซับซ้อนจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องตัดสินใจถอนเรื่องและไม่ติดใจดำเนินคดี แม้จะไม่ปรากฏการข่มขู่บังคับ แต่ความล่าช้าและภาระที่เกิดขึ้นเกินสมควรแก่ประชาชน ถือเป็นอุปสรรคเชิงระบบต่อสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม จึงถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุนี้ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสภ.เมืองยะลา ให้ทบทวนคู่มือยุทธวิธีตำรวจเพื่อกำหนดข้อห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ใช้ร่างกายเข้าปะทะยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เว้นแต่มีภยันตรายร้ายแรงใกล้จะถึง การบังคับใช้ระเบียบการบันทึกภาพและเสียงการตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดพร้อมกำหนดโทษทางวินัยกรณีละเลย และการเยียวยาชดเชยความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยัง ตร. ให้บูรณาการความร่วมมือกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดภาระการเดินทางของประชาชน และในกรณีที่ผู้ร้องเรียนเป็นเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้บังคับบัญชาโดยตรงเข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยตามลำพัง ควรมีนักจิตวิทยาหรือบุคคลที่สามที่ไว้วางใจได้ร่วมรับฟังทุกครั้ง เพื่อป้องกันสภาวะจำยอมทางจิตวิทยาและคุ้มครองสิทธิของเด็กในกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง
