“เต้ มงคลกิตติ์” ประธานที่ปรึกษากลุ่มกรุงเทพบินได้ ควง “หน่อง ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่สวนลุมพินี พบกลุ่มคนรักสัตว์ ชูนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียว ขยาย Dog Park ฉีดวัคซีน-ฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยงฟรี พร้อมเปิดนโยบายด้านสุขภาพ คุณภาพอากาศ น้ำสะอาด และคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย โดยยกประเด็นอาคารเรียนเก่าสูง 12 ชั้นที่สร้างก่อนปี 2550 ควรเตรียมมาตรการรองรับเหตุแผ่นดินไหวในอนาคตด้วย

ภาสพงศ์ กล่าวว่า วันนี้มาปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่ที่สวนลุมพินี บริเวณ Dog Park ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าสวนลุมพินีเป็นเพียงสถานที่ออกกำลังกายของประชาชน แต่ภายในยังมีพื้นที่สำหรับ Dog Park อยู่ติดกับถนนสารสิน โดยประชาชนสามารถนำสุนัขมาใช้บริการได้ แต่ต้องลงทะเบียนก่อน ปัจจุบันในคอมมูนิตี้ดังกล่าวมีสมาชิกกว่า 3,000 ครัวเรือน
ระหว่างลงพื้นที่ได้พูดคุยกับกลุ่ม Dog Society และผู้เลี้ยงสัตว์เกี่ยวกับนโยบายด้านสัตว์เลี้ยงของกลุ่มกรุงเทพบินได้ โดยมีนโยบายสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงเพิ่มพื้นที่ Dog Park ให้มากขึ้นในกรุงเทพมหานคร
ภาสพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะเพียงประมาณ 2% เท่านั้น จึงตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 10% ในอนาคต โดยอาจเข้าไปเจรจากับเจ้าของพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่ปล่อยทิ้งไว้ หรือใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เพื่อขอซื้อพื้นที่มาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนใช้ร่วมกัน
สำหรับนโยบายด้านสัตว์เลี้ยง กลุ่มกรุงเทพบินได้มีแนวคิดฉีดวัคซีนให้ฟรี รวมถึงฝังไมโครชิปให้ฟรี และพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรือกระบอกเสียงในการหาบ้านให้สุนัขและแมวจรจัด ปัจจุบันกรุงเทพมหานครรับสุนัขและแมวจรจัดจำนวนมากเข้ามาอยู่ในความดูแลของศูนย์ควบคุมสัตว์ ซึ่งบางส่วนเป็นสุนัขพันธุ์ที่ยังไม่มีผู้รับไปอุปการะ หากได้รับโอกาสบริหารกรุงเทพมหานคร จะผลักดันการหาบ้านให้สัตว์เหล่านี้มากขึ้น
ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานที่ปรึกษากลุ่มกรุงเทพบินได้ กล่าวว่า วันนี้เดินทางไปหลายจุด ก่อนมาสวนลุมพินีได้ไปเป็นวิทยากรให้กับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า ทั้งสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมโยธา และวิศวกรรมเคมี โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์และข้อคิดให้แก่นักศึกษาทุกชั้นปี
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ได้หารือกับคณบดีและรองคณบดีเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารเรียน โดยเฉพาะอาคารสูง 12 ชั้นที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ซึ่งในช่วงเวลานั้นมาตรฐานการออกแบบรองรับแผ่นดินไหวยังไม่สูงเหมือนปัจจุบัน จึงมองว่าอาคารลักษณะดังกล่าวอาจมีความเสี่ยง หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในอนาคต โดยยกกรณีเหตุอาคาร สตง. ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาเป็นตัวอย่าง
พร้อมเสนอแนวคิดการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตกรณีฉุกเฉิน เช่น ระบบสไลเดอร์ฉุกเฉินพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน และระบบเบาะลมขนาดใหญ่ที่สามารถกางอัตโนมัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เพื่อรองรับการอพยพของผู้ที่อยู่บนชั้นสูงของอาคาร
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญของกลุ่มกรุงเทพบินได้ คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y, Gen X และ Baby Boomer ที่กำลังเผชิญปัญหาด้านสุขภาพจากมลภาวะทางอากาศ น้ำ และสภาพแวดล้อมเมือง
ทั้งนี้ กลุ่มกรุงเทพบินได้จะให้ความสำคัญกับการสร้างน้ำสะอาดที่สามารถบริโภคได้ การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศ ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การตรวจสอบรถยนต์ การควบคุมพื้นที่ก่อสร้างให้เป็นระบบปิด รวมถึงการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมแบบคู่ขนาน ไม่ให้เกิดการตรวจสอบล่วงหน้าหรือการนัดหมายก่อนเข้าตรวจ
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า เมื่ออากาศสะอาดและน้ำสะอาด ประชาชนจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น ป่วยน้อยลง และสามารถออกกำลังกายได้มากขึ้น ส่งผลให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดให้โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร 1-2 แห่ง ร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนในการให้บริการด้านการปรับปรุงรูปลักษณ์และสุขภาพเฉพาะทางของประชาชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและคุณภาพชีวิต โดยมองว่าเป็นเรื่องที่สังคมสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางสนับสนุนการดูแลสุขภาพและความงามของประชาชนทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้สูงอายุ ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเฉพาะทางในราคาที่เข้าถึงได้
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนกรุงเทพมหานครอายุ 50 ปีขึ้นไปมีจำนวนกว่า 2 ล้านคน กลุ่มกรุงเทพบินได้จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล

“ผมไม่อยากให้คนกรุงเทพฯ มีแต่ชีวิตทำงานอย่างเดียว แต่ต้องมีการออกกำลังกาย มีครอบครัว มีเวลาพักผ่อน มีความสุขตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน นโยบายของกลุ่มกรุงเทพบินได้ เราพยายามดูแลทุกมิติ ทุกช่วงวัย ตั้งแต่ Gen Alpha, Gen Z, Gen Y, Gen X ไปจนถึง Baby Boomer เพราะเชื่อว่าคนไทยในอนาคตจะมีอายุยืนมากขึ้น หากมีสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่การมีอายุยืนต้องมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย” นายมงคลกิตติ์ กล่าว.
