โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันการขยายผลคดีผู้ต้องหาชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม พบข้อมูลเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา เร่งขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานพอผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ายังไม่พบข้อมูลก่อเหตุวินาศกรรมในประเทศไทย

ความคืบหน้าในการขยายผลสืบสวนสอบสวนคดีของ นายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และความมั่นคง หลังตำรวจตรวจค้นพบอาวุธจำนวนมากภายในบ้านพักและรถยนต์ในพื้นที่ จังหวัดชลบุรี
พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการขยายผลเส้นทางทางการเงิน หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และประวัติการสื่อสารจากโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา พบพฤติการณ์สะสมอาวุธตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา มูลเหตุสำคัญของการสะสมอาวุธเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานหาความเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีธนาคาร และบัญชีสกุลเงินดิจิทัล ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ หลายสิบล้านบาท ซึ่งแนวทางการสืบสวนยังเชื่อว่ามีบุคคลที่อยู่เบื้องหลังผู้ต้องหา ที่ต้องขยายผลเพิ่มเติม
ส่วนคลิปหลักฐานที่พบไปฝึกยุทธวิธีและการใช้อาวุธ กับหน่วยฝึกทหารของประเทศกัมพูชาด้วย รวมถึงการได้มาของอาวุธปืน การดัดแปลงเสื้อเกราะติดวัตถุระเบิด จากของกลางที่พบ ยังไม่มีพยานหลักฐานชี้ชัดหรือบ่งชี้ว่าตัวผู้ต้องหาเองจะก่อเหตุกับประชาชนคนไทย หรือมีเป้าหมายก่อวินาศกรรมในประเทศไทยแต่อย่าง แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งหน่วยงานในความรับผิดชอบสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของอาวุธ การจัดหา การดำเนินการเส้นทางการเงินตลอดจนผู้ที่มีส่วนช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในทุกด้านกับนายหมิง เฉิน ซันอย่างละเอียด
ส่วนประเด็นสงสัยเรื่องของการจดบริษัทรับเหมาประเภทธุรกิจระบุเป็น รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า
ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับอดีตภรรยาตั้งแต่ปี 2564 และใช้บ้านพักในพื้นที่เขตคลองสามวาจดทะเบียนนั้น จะมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ พลตำรวจโทไตรรงค์ ระบุว่าได้สั่งให้ขยายผลเรื่องนี้ด้วยแล้ว พร้อมตรวจสอบในเรื่องของการจัดหาคนงาน ลักษณะงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลของการจดทะเบียนสมรสเพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดทั้งหมด
สำหรับสถานะการเข้าประเทศ พบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้าไทยอย่างถูกต้อง โดยถือวีซ่าประเภท PE หรือ Privilege Entry Visa สำหรับกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์ และมีสถานะพำนักระยะยาวในประเทศเกาหลีใต้
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมนำคดีนี้มาทบทวนมาตรการคัดกรองชาวต่างชาติ โดยจะเสนอให้เชื่อมข้อมูลด้านความมั่นคงกับหน่วยงานพิจารณาออกวีซ่า และอาจใช้ระบบประเมินความเสี่ยงชาวต่างชาติในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มอาชญากรรมใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ
พลตำรวจโทไตรรงค์ ยืนยันว่า แม้คดีจะเริ่มต้นจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ แต่การขยายผลจับกุมเกิดจากไหวพริบของตำรวจชุดแรกที่เข้าตรวจสอบเหตุ และพบความผิดปกติจนสามารถขยายผลทลายคลังอาวุธได้สำเร็จ จนนำไปสู่การดำเนินคดี กับผู้เกี่ยวข้องแล้วในขณะนี้ 6 คน ส่วนการได้มาของอาวุธปืนสวัสดิการตำรวจ ก็อยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งหากพบมีการกระทำความผิดก็ต้องถูกลงโทษทางวินัย และดำเนินคดีทางอาญา

ส่วนกรณีผู้ต้องหามีอาการป่วย จนต้องถูกส่งตัวรับการรักษาที่โรงพยาบาลในตัวเมืองพัทยา เมื่อคืนนี้ ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ควบคุมและดูแลผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
