วันที่ 21 เมษายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ร่วมกับกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ จับผู้ต้องหาเครือข่ายปลอมใบขับขี่ เพิ่มอีก 1 ราย กรณี ขบวนการหลอกลวงประชาชนให้ทำใบอนุญาตขับรถปลอมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Facebook โดยแอบอ้างเป็นกรมการขนส่งทางบก โดยก่อนหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 135/2567 ได้ส่งสำนวนคดีพร้อมตัวผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ให้แก่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคดีดังกล่าวมีสำนวนเอกสารรวม 10 แฟ้ม จำนวน 2,773 แผ่น และยังมีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี

การดำเนินคดีนี้สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ให้ตรวจสอบกรณีการหลอกลวงประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้กระทำความผิดได้จัดทำหรือซื้อเพจ Facebook ที่มีผู้ติดตามกว่า 5,000 ราย แล้วแอบอ้างเป็นหน่วยงานภาครัฐ เพื่อโฆษณารับทำใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ในรูปแบบออนไลน์ ทำให้มีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมากและได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการประสานเพื่อปิดเพจไปแล้วก่อนหน้านี้ พฤติการณ์การหลอกลวงเริ่มจากการโฆษณาชักชวนให้ผู้สนใจติดต่อและโอนเงินค่าดำเนินการเบื้องต้นประมาณ 2,000 บาท ขึ้นไป จากนั้นจะมีการหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติมเป็นระยะ โดยอ้างค่าใช้จ่ายในขั้นตอนต่าง ๆ ทำให้ผู้เสียหายบางรายสูญเงินตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่นบาท แต่ไม่ได้รับใบขับขี่จริงแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กลุ่มผู้กระทำความผิดยังมีการสร้างหลักฐานปลอม เช่น ภาพตัวอย่างใบขับขี่หรือ ภาพแคปหน้าจอ รวมถึงการสร้างรีวิวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยบางกรณีพบการใช้ภาพบุคคลที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ประกอบการหลอกลวง ทั้งนี้ เพจที่ใช้ก่อเหตุบางส่วนถูกปิดไปแล้ว

จากการสืบสวนพบว่า มีกลุ่มเครือข่ายผู้ต้องหาที่เชื่อมโยงกับแกนนำจากประเทศเมียนมา ที่ต้องการมีใบขับขี่ไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างด้าวสัญชาติเมียนมา พำนักอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจุดที่มีความสะดวกต่อการเข้า – ออกประเทศ การหมุนเวียนทางการเงินในระดับสูง นอกจากนี้ ยังตรวจพบเพจที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกอย่างน้อย 5 เพจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบก ได้แจ้งความดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันนี้เพิ่มเติมอีก 568 ราย สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการกระทำความผิดที่มีลักษณะเป็นขบวนการ และมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
