“รวบแก๊งโกงบัตรเครดิต ตระเวนรูดซื้อสินค้า ความเสียหายกว่า 18 ล้านบาท”

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) Take Down Card Fraud Gang “รวบแก๊งโกงบัตรเครดิต ตระเวนรูดซื้อสินค้า ความเสียหายกว่า 18 ล้านบาท”

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.5 บก.ปอศ.,พ.ต.ท.จักรี กันธิยะ, พ.ต.ท.พิทยา คงเจริญ, พ.ต.ท.ภาคิน สุขพรหม, พ.ต.ท.ประวิทย์ ว่องไว รอง ผกก.5 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.เชาวน์วุฒิ เลียบมา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.5 บก.ปอศ.

   

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐดนัย บำรุงศิลป์, พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ จันทพันธ์, พ.ต.ต.บัญชา ช่วยรอดหมด และ พ.ต.ต.พิชญากร แตงรอด สว.กก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ.

ดำเนินคดีผู้ต้องหา รวม 6 ราย ดังนี้

1.นายนันธวัฒน์ชัย หรือ ป๋านาย (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ 54/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 และหมายจับศาลอาญา ที่ 345/69 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 ความผิดฐาน “ร่วมกันเอาไปเสีย ซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด และร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม”

2.นายณภัทร (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับ

ศาลอาญา ที่ 344/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 ความผิดฐาน “ร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม”

3. นางสาวพราวนภัส (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับ

ศาลอาญา ที่ 346/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 ความผิดฐาน “ร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม”

4. นางสาวกนกพร (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับ

ศาลอาญาพระโขนง ที่ 53/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 ความผิดฐาน “ร่วมกันเอาไปเสีย ซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด”

5. นางสาวภิรญา (สงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับ

ศาลอาญาพระโขนง ที่ 55/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 ความผิดฐาน “ร่วมกันเอาไปเสีย ซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด”

6. นางสาวสุพรรณิกา (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี สัญชาติไทย แจ้งข้อกล่าวหา ความผิดฐาน“ร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม”

พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 10 รายการ

1. เงินสด จำนวน 555,000 บาท

2. ทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวม 7 บาท

3. เช็คเงินสด จำนวน 21 ใบ มูลค่า 123,570,000 บาท

4. บัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 9 ใบ

5. สมุดเช็คเงินสด จำนวน 3 เล่ม

6. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 9 เล่ม

7. สมุดบันทึกรายการสั่งจ่ายเช็ค จำนวน 2 เล่ม

8. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 13 เครื่อง

9. ตรายางนิติบุคค จำนวน 17 ชิ้น

10. เอกสารใบสลิปโอนเงิน จำนวน 40 ฉบับ

สถานที่จับกุม

จุดที่ 1 ต.บางคูวัด อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา ประมาณ 10.45 น.

จุดที่ 2 ต.โนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 06.30 น.

จุดที่ 3 แขวงคลองสามวา เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 08.00 น.

จุดที่ 4 แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา ประมาณ 08.30 น.

จุดที่ 5 แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา ประมาณ 08.30 น.

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2567 ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ตรวจสอบพบความผิดปกติจากการที่กลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตกลุ่มหนึ่ง มีพฤติกรรมการขอเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตในวงเงินที่สูงแล้วนำไปรูดซื้อสินค้าโดยไม่มาชำระเงินค่าบัตรเครดิต จึงได้มีการตรวจสอบพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ มีลักษณะเพิ่มวงเงินด้วยการฝากเช็คแล้วนำไปรูดซื้อสินค้า ภายหลังธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ ทำให้ได้รับความเสียหายกว่า 18 ล้านบาท ผู้กล่าวหาจึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.

จากการสืบสวนสอบสวน ทราบว่ากลุ่มคนร้าย มีลักษณะเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด โดยจะมีฝ่ายชักชวนหาผู้ถือบัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ ผ่านกลุ่มเพิ่มวงเงินและกลุ่มเงินกู้บนแพลตฟอร์ม Facebook อ้างว่าสามารถช่วยรีไฟแนนซ์และเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตได้ เมื่อผู้ถือบัตรเครดิตบางรายสนใจจะมีนายหน้าเข้ามาติดต่อกับเจ้าของบัตรโดยขอส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ แลกกับการดำเนินเรื่องเพิ่มวงเงินกับธนาคาร เมื่อตกลงกันได้กลุ่มคนร้ายจะนำข้อมูลส่วนตัวเจ้าของบัตรแอบอ้างตัวเป็นเจ้าของบัตรเครดิตโทรขอเพิ่มวงเงินกับธนาคาร จากนั้นจะนำฝากเช็คที่สาขาธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต โดยมักจะเลือกนำฝากเช็คเข้าในวันศุกร์เพื่ออาศัยช่องว่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ในการเคลียร์ริ่งเช็ค เพื่อให้ระบบของธนาคารโชว์ยอดวงเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นชั่วคราว(ระหว่างรอเช็คเรียกเก็บเงิน) โดยในคดีนี้ได้มีการสั่งจ่ายเช็คเพื่อเพิ่มวงเงินในบัตรเครดิต

จำนวนหลายใบ เป็นเงินจำนวน รวม 18,485,000 บาท จากนั้นกลุ่มคนร้ายจะนัดหมายพาเจ้าของบัตรเครดิตหรือนำบัตรเครดิตของผู้อื่นไปตระเวนรูดซื้อทรัพย์สินต่างๆ เช่น ทองคำ และ วอยเชอร์หรือบัตรกำนัล จากห้างทองและซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังต่างๆ หลายๆ แห่งภายในวันเดียวกันจนเต็มวงเงินบัตร จากนั้นจะนำทรัพย์สินหรือผลประโยชน์มาแบ่งกันตามที่ตกลงกันไว้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทราบว่า เช็คที่คนร้ายนำฝากเพื่อเพิ่มวงเงินเป็นเช็คของบริษัทซึ่งคนร้ายเป็นอดีตกรรมการผู้มีอำนาจ และได้มีการขายบริษัทไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่คนร้ายยังคงนำเช็คของบริษัทดังกล่าว ไปปลอมลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจคนปัจจุบัน ซึ่งจากการตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพบว่าไม่ตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อของผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คที่ให้ไว้กับธนาคาร อีกทั้งยังพบว่าเจ้าของบัตรบางรายได้มอบบัตรเครดิตของตนให้กับกลุ่มคนร้ายโดยเข้าใจว่านำไปเพื่อดำเนินการเพิ่มวงเงินบัตรเครดิต โดยไม่ทราบว่ากลุ่มคนร้ายนำบัตรเครดิตของตนไปรูดซื้อทรัพย์สิน จนเป็นหนี้สินจำนวนมาก ในคดีนี้มีผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดซึ่งแบ่งหน้าที่ต่างๆ จำนวน 6 ราย ได้แก่

นายนันธวัฒน์ชัยฯ หรือป๋านาย หัวหน้าผู้สั่งการ, นายณภัทรฯ ลูกน้องคนสนิทของนายนันธวัฒน์ชัยฯ ทำหน้าที่วิ่งนำเช็คเข้าและติดต่อการเพิ่มวงเงินกับธนาคาร, นางสาวพราวนภัสฯ และนางสาวภิรญาฯ ทำหน้าที่ โพสต์โฆษณาชักชวนและติดต่อผู้ถือบัตรเครดิตเพื่อขอเพิ่มวงเงิน และพาเจ้าของบัตรหรือนำบัตรของผู้อื่นไปรูดซื้อทรัพย์สิน, นางสาวกนกพรฯ ทำหน้าที่เป็นผู้นำฝากเช็คเพื่อขอเพิ่มวงเงินและนำบัตรเครดิตของผู้อื่นไปรูดซื้อทรัพย์สิน, นางสาวสุพรรณิกาฯ เป็นเจ้าของบัตรเครดิตซึ่งหลังจากขอเพิ่มวงเงินแล้ว ได้นำบัตรของตนไปรูดซื้อทองคำแล้วนำมาแบ่งผลประโยชน์กัน พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา

ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. และ ส.ทล.3 กก.4 บก.ทล.

ได้ระดมกำลังนำหมายค้นเข้าตรวจค้นจับกุม รวม 5 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จ.ปทุมธานี และ จ.อุดรธานี จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายนันธวัฒน์ชัยฯ หรือป๋านาย, นายณภัทรฯ, นางสาวพราวนภัสฯ, นางสาวกนกพรฯ และนางสาวภิรญาฯ ในส่วนของนางสาวสุพรรณิกาฯ พนักงานสอบสวนได้แจ้ง

ข้อกล่าวหาไว้แล้ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง นำตัวผู้ต้องหา

ส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เตือนภัย สุดท้ายนี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชน หากมีผู้โฆษณาชักชวนว่าสามารถเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตได้ ขอให้ติดต่อหรือสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารโดยตรง การติดต่อผ่านตัวกลางบุคคลที่สามมีโอกาสถูกหลอกลวง ต้องรับภาระหนี้สินที่ตามมา และอาจตกเป็นหนึ่งในผู้ร่วมกระทำความผิด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพ.ต.ท.สุทธิพงษ์ จันทพันธ์ สว.กก.5 บก.ปอศ. หมายเลขโทรศัพท์ 09 2938 8593

About The Author

Related posts