ตรวจสอบกรณีร้องเรียนผู้ต้องขังหญิงมุสลิมมีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามหลักศาสนา

(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 2/2569)

กสม. ตรวจสอบกรณีร้องเรียนผู้ต้องขังหญิงมุสลิมมีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามหลักศาสนา แนะราชทัณฑ์จัดหาอุปกรณ์จำเป็นเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการถือศาสนา

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

1. กสม. ตรวจสอบกรณีร้องเรียนผู้ต้องขังหญิงมุสลิมเรือนจำนราธิวาสมีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามหลักศาสนา แนะราชทัณฑ์จัดหาอุปกรณ์จำเป็นเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนาของผู้ต้องขัง

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ระบุว่า ผู้เสียหายหญิงรายหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีอาญาความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและเป็นอั้งยี่ โดยต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส (ผู้ถูกร้อง) ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องจากผู้ถูกร้อง ได้แก่ ไม่จัดให้มีผ้าละหมาดสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจ บังคับให้สวมกางเกงนอนขาสั้น ไม่อนุญาตให้สวมผ้าคลุมศีรษะ (ฮิญาบ) เมื่อออกไปศาล และจัดยารักษาโรคประจำตัวล่าช้า ผู้ร้องเห็นว่า การกระทำดังกล่าวละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติรับรองเสรีภาพในการถือศาสนา การปฏิบัติหรือการประกอบพิธีกรรมตามหลักการศาสนาของประชาชน และพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 รับรองสิทธิของผู้ต้องขังในการปฏิบัติหรือการประกอบพิธีกรรมตามหลักการศาสนา โดยเรือนจำมีหน้าที่จัดหาบุคคล นักบวช หรือผู้มีความรู้ด้านศาสนา สื่อ กิจกรรม รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์สำคัญและจำเป็นให้ผู้ต้องขังสามารถปฏิบัติตามหลักศาสนา สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) รวมทั้งข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดที่เป็นหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules)

กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก การไม่จัดให้มีผ้าละหมาดสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจของผู้ต้องขังหญิงมุสลิม จากการตรวจสอบปรากฏว่า เรือนจำนราธิวาส ผู้ถูกร้องจัดให้มีผ้าละหมาดสำหรับผู้ต้องขังหญิงมุสลิมแล้ว แต่มีปริมาณไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องขังหญิงมุสลิมทุกคน ทำให้ในช่วงเวลาหนึ่งของการถูกคุมขัง ผู้เสียหายและผู้ต้องขังหญิงมุสลิมบางคนไม่ได้รับผ้าละหมาดและไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ แม้ผู้ถูกร้องให้เหตุผลเกี่ยวกับข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ แต่โดยที่ผ้าละหมาดเป็นอุปกรณ์สำคัญและจำเป็นสำหรับผู้หญิงมุสลิม จึงเป็นเรื่องเสรีภาพในการปฏิบัติตามหลักศาสนา ซึ่งเป็นหน้าที่ของเรือนจำที่มีหน้าที่จัดให้มีผ้าละหมาดหรืออุปกรณ์สำคัญและจำเป็นสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจของผู้ต้องขังอย่างทั่วถึง ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องไม่สามารถจัดให้มีผ้าละหมาดอย่างเพียงพอต่อผู้ต้องขังหญิงมุสลิม จึงเป็นการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกันยายน 2567 ผู้ถูกร้องได้จัดให้มีผ้าละหมาดเพียงพอสำหรับผู้ต้องขังหญิงมุสลิมทุกคนแล้ว พร้อมทั้งจัดเตรียมผ้าละหมาดสำหรับผู้ต้องขังหญิงมุสลิมในอนาคตด้วย ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว

ประเด็นที่สอง กรณีร้องเรียนว่าผู้ถูกร้องไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังหญิงมุสลิมสวมฮิญาบเมื่อออกไปศาล จากการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ถูกร้องชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานคือ สำเนาภาพถ่ายผู้เสียหายที่ได้สวมฮิญาบเมื่อออกไปศาลและทำกิจกรรมอื่น แสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติโดยทั่วไป ผู้ถูกร้องให้สิทธิผู้เสียหายและผู้ต้องขังหญิงมุสลิมสวมฮิญาบเมื่อออกไปศาลและเมื่อทำกิจกรรมอื่นนอกแดนควบคุม โดยผู้ถูกร้องไม่มีกฎหรือคำสั่งห้ามผู้ต้องขังหญิงมุสลิมสวมฮิญาบเมื่อออกไปศาล ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องมีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีที่ผู้ร้องระบุว่า ผู้ถูกร้องบังคับให้สวมกางเกงนอนขาสั้น และจัดยารักษาโรคประจำตัวล่าช้า ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจริงสอดคล้องกับผู้เสียหายว่า ไม่มีการกระทำดังกล่าว เนื่องจากผู้เสียหายและผู้ต้องขังหญิงทุกคนมีสิทธิเลือกสวมใส่กางเกงนอนขาสั้น ขายาวหรือสวมใส่ผ้าถุงได้ตามความประสงค์ อีกทั้งผู้เสียหายไม่มีโรคประจำตัว จึงไม่มีประเด็นที่ กสม. ต้องพิจารณา

อย่างไรก็ดี เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมและอำนวยเสรีภาพในการปฏิบัติตามหลักการศาสนาของผู้ต้องขัง กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อกรมราชทัณฑ์ ให้ดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน หรือกำหนดมาตรการเพื่ออำนวยเสรีภาพในการปฏิบัติตามหลักศาสนาของผู้ต้องขังทุกศาสนา โดยให้ทุกเรือนจำ ทัณฑสถาน สถานกักขังจัดให้มีเครื่องมืออุปกรณ์สำคัญและจำเป็นให้ผู้ต้องขังทุกคนสามารถปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนได้อย่างเหมาะสมต่อไป

About The Author

Related posts