กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้การช่วยเหลือเยียวยาเด็กหญิงผู้เสียหายจากเหตุการณ์ถูกพี่เลี้ยงสถานสงเคราะห์ทารุณกรรม ย้ำชัดการกระทำมัดมือมัดเท้า-จับลงบ่อน้ำเสีย เข้าข่ายความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ตามกฎหมายใหม่ พร้อมเปิดกระบวนการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจทันที
วันที่ 8 ม.ค.69 นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วย นางธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ได้รับคำขอการเยียวยาและให้กำลังใจเด็กหญิงผู้เสียหาย (อายุระหว่าง 7-11 ขวบ) ที่อยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรี

สืบเนื่องจากเด็กหญิงผู้เสียหายถูกเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นลูกจ้างเหมาบริการ (พี่เลี้ยง) ของสถานสงเคราะห์ฯ ซึ่งถือเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามนิยามในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ลงโทษด้วยวิธีการที่รุนแรงและโหดร้าย อาทิ การมัดมือ มัดขา มัดปาก จับเด็กลงหลุมบ่อน้ำเสีย ข่มขู่ด้วยสัตว์อันตราย กักขังในห้องมืดเพียงลำพัง และบังคับให้นอนในห้องน้ำ ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กอย่างหนัก ก่อให้เกิดความหวาดระแวงและขัดขวางการพัฒนาการตามวัย

ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย (พี่เลี้ยง) ในความผิด 11 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 22 ปี โดยจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี และให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งในกรณีการกระทำผิดต่อเด็กที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี กฎหมายกำหนดให้ต้องรับโทษหนักกว่าปกติกึ่งหนึ่งด้วย

นายธีรยุทธฯ เปิดเผยว่า หลังจากกรมฯได้รับคำขอช่วยเหลือเยียวยาแล้วจะนำเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการพิจารณาเป็นการเร่งด่วนในเดือนมกราคมนี้ โดย “หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่ง ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ “การเยียวยาผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด” ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ ทั้งในรูปแบบที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน อย่างไรก็ตาม ขอเรียนว่า ผู้เสียหายที่ถูกกระทำตามกฎหมายนี้ มีสิทธิได้รับการเยียวยาทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผลคำพิพากษาคดีถึงที่สุด” นายธีรยุทธฯ กล่าว

