ป้าดา” พร้อม “ป้าลี-นายก้อง” เปิดใจแจงปมพิพาทที่ดินโฉนด 2465 ยืนยันไม่ได้คิดแย่งที่ดินวัด ขอใช้สิทธิตรวจสอบตามโฉนด ลั่น หากพบเป็นของวัดจริงพร้อมยอมรับ

“ป้าดา” พร้อม “ป้าลี-นายก้อง” เปิดใจแจงปมพิพาทที่ดินโฉนด 2465 ยืนยันไม่ได้คิดแย่งที่ดินวัด ขอใช้สิทธิตรวจสอบตามโฉนด ลั่น หากพบเป็นของวัดจริงพร้อมยอมรับ ขณะที่ป้าลีรับเป็นคนเอาตัวเงินตัวทองไปปล่อยที่สำนักงานที่ดินตามคำสั่งป้าดา ด้านนายก้องขอสื่อฯ ตรวจสอบข้อมูลรอบด้าน ฟังความทุกฝ่ายก่อนสรุปข้อเท็จจริง

จากกรณีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465 ระหว่างครอบครัวของนายเฮียงกับวัดป่าอดุลยราม ซึ่งก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน รวมถึงพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด “ป้าดา” พร้อมด้วย “ป้าลี” และ “นายก้อง” ออกมาชี้แจงถึงประเด็นต่าง ๆ

ล่าสุดเมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 17 ส.ค ที่ ไทยรัฐทีวี หลังจบรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ด้านป้าดา ได้เปิดเผยถึงกรณี ในส่วนที่ตน ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งจัดการมรดกที่ดินโฉนดดังกล่าวว่า ตนเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งจัดการมรดกที่ดินโฉนดนี้ และหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นที่ดินของวัด ครอบครัวก็พร้อมยอมรับตามกติกา โดยย้ำว่า “ถ้าหากเป็นของวัดแล้วเรายอม เราคือเรากติกา คือเรารับกติกาเท่านั้น”

สำหรับโฉนดเลขที่ 2465 ทางรายการโหนกระแสได้ประสานให้ไปตรวจสอบ ซึ่งตนก็จะไปตรวจสอบว่าเป็นที่ดินจริงหรือไม่ และจะมีระดับผู้ใหญ่ที่เป็นสายบังคับบัญชาของพระเข้ามาตรวจสอบด้วย ขณะที่ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา เคยมีการตรวจสอบมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยได้รับข้อมูลว่า “วัดป่าอดุลยราม ไม่มีในทำเนียบ” จึงเป็นเหตุให้ครอบครัวต้องการติดตามและตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อ

ป้าดาย้ำว่า ครอบครัวไม่ได้ต้องการแย่งชิงที่ดิน เพราะไม่ได้เดือดร้อนถึงขนาดนั้น เพียงแต่ต้องการใช้สิทธิของตัวเอง พร้อมตั้งคำถามว่า “ที่คุณมีโฉนดแบบนี้ ถ้ามีบรรพบุรุษทิ้งให้แบบนี้จะติดตามไหม บริจาคไปแล้วแต่เป็นชื่อของคุณตา จะเอาทิ้งหรอ”

ในส่วนที่มาของการบริจาคที่ดิน ป้าดาระบุว่า นายเฮียงบริจาคที่ดินเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2533 ก่อนที่นายเฮียงจะเสียชีวิตในวันที่ 15 ธันวาคม 2534 โดยขณะนั้น “มันยังไม่เป็นวัด ยังไม่ได้สร้าง” ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงต้องกลับมาพิจารณาในแง่กฎหมายที่ดินและกรรมสิทธิ์ เนื่องจากที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรพบุรุษของนายเฮียง โดยต้องตรวจสอบกรรมสิทธิ์และสัญญาที่ทำขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข ขณะที่วัดยังไม่ทันสร้างและนายเฮียงเสียชีวิตก่อน

ป้าดายังมองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎหมายที่ดิน ซึ่งต้องใช้กฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยกฎกระทรวงมีการบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2497 ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย และผู้ที่มีที่ดินหรือมีโฉนดก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นกัน เพราะการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินหรือการโอนกรรมสิทธิ์ต่าง ๆ ต้องดำเนินการผ่านสำนักงานที่ดิน “การใดก็ต้องไปที่ที่ดิน ที่ดินถึงจะทำให้ เพราะมันไม่ใช่ง่าย เรื่องการจะโอนกรรมสิทธิ์ต่าง ๆ”

อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบออกมาว่าที่ดินเป็นของวัดอย่างถูกต้อง ป้าดายืนยันว่าครอบครัวไม่มีปัญหา และพร้อมยอมรับ โดยระบุว่า “หากตรวจสอบแล้วถูกต้อง วัดไม่มีปัญหาใด ๆ ถูกต้อง เป็นวัดสมบูรณ์แบบ ทายาทก็ไม่ได้มีปัญหา ทายาทไม่ได้ขัดข้อง”

พร้อมย้ำจุดยืนว่า “ตนไม่ได้มีปัญหาใด ๆ แต่กรรมสิทธิ์เป็นของครอบครัวเราอยู่ บรรพบุรุษของเรา เราก็ต้องตามหา หากตามไปแล้วผลเป็นยังไงก็ต้องรอ” และฝากถึงกระแสสังคมที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวว่า “ครอบครัวไม่ได้เป็นผี เป็นเปรต ที่จะมาแย่งชิง” พร้อมตั้งคำถามกลับว่า “ถ้าบรรพบุรุษคนที่มาทัวร์ป้าดา มีโฉนดที่ดินแบบนี้ จะยอมหรอ”

ป้าดายังตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องดังกล่าวมีคู่กรณีคือวัดกับทายาท จึงไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาตรวจสอบจึงไม่มีการเรียกฝ่ายทายาทเข้ามาร่วมด้วย เพราะเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมามีสองฝ่าย ก็ควรเรียกทายาทไปด้วย แต่ที่ผ่านมาเป็นการตรวจสอบโดยมีฝ่ายวัดเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ครอบครัวก็มีสิทธิในการตรวจสอบเช่นกัน เพราะมีสิทธิตามโฉนด และหากสุดท้ายตรวจสอบแล้วเป็นของวัด ครอบครัวก็ไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้ต้องการไปเถียง แย่งเอา หรือชิงเอาอะไร

ส่วนกรณีที่ครอบครัวเคยตรวจสอบแล้วพบว่า “มันไม่มีในทำเนียบ ชื่อวัดไม่มีในทำเนียบของฝ่ายปกครองสงฆ์ เพราะไม่มีก็คิดว่าไม่ใช่วัด แต่สภาพของวัดที่ผ่านมา มันไม่โอเค” ขณะที่กรณีมีการตั้งข้อสงสัยว่า ป้าดาเป็นผู้จัดฉากให้คนเข้าไปสร้างความปั่นป่วนภายในวัด เจ้าตัวระบุสั้น ๆ ว่า “ตนอยู่กรุงเทพ”

ส่วนกระแสข่าวที่ถูกตั้งคำถามว่า ป้าดาเป็นแก๊งค์รับจ้างทวงที่ดิน นายหน้าที่ดินหรือไม่ ป้าดาบอกว่าไม่ขอตอบในประเด็นนี้ แต่ระบุว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ป้าดาจะทำไม่เป็น

เช่นเดียวกับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่ามีการจ้างผู้หญิงเข้าไปหาพระในวัด เพื่อสร้างหลักฐานหรือไม่ ป้าดาระบุว่าตนเองไม่ทราบเรื่อง เพราะอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพเป็นหลัก แต่ให้ไปถามชาวบ้านในละแวกวัด น่าจะทราบข้อเท็จจริงว่าช่วงกลางคืนมีผู้หญิงเข้าไปในวัดหรือไม่ และเข้าไปทำอะไรในยามวิกาล โดยป้าดาระบุว่า “พฤติกรรมที่รับไม่ได้ที่สุดคือพระสงฆ์มีภรรยา”

นอกจากนี้ ป้าดาเปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าตัวเองใส่ฮิญาบและนำตัวเงินตัวทองไปปล่อยที่สำนักงานที่ดินพระโขนง โดยยืนยันว่าไม่ใช่ตนเอง แต่เป็น “ป้าลี” ซึ่งเป็นผู้ติดตาม

ด้านป้าดายอมรับว่า ตนเองเป็นคนสั่งให้ป้าลีนำตัวเงินตัวทองไปปล่อยที่สำนักงานที่ดิน เพราะมองว่าเจ้าหน้าที่ทำงานไม่ซื่อสัตย์ จึงเอาไปปล่อย พร้อมยอมรับว่าเป็นคนโทรศัพท์สั่งให้เอาตัวเงินตัวทองมาให้ โดยซื้อมาตัวละ 2,000 บาท

ขณะที่ป้าลี ยอมรับว่าตัวเองรู้จักกับป้าดามานานกว่า 20-30 ปี เคารพนับถือกันเหมือนญาติ และเป็นคนที่สวมฮิญาบและทำตามที่ป้าดาสั่ง เพราะทนไม่ได้ที่เห็นป้าดาถูกโกง ยืนยันว่าตัวเองเป็นคนอาสาที่จะนำตัวเงินตัวทองไปปล่อยเอง ส่วนได้รับเงินดูแลจากป้าดาทุกเดือนหรือไม่นั้น ป้าลีบอกว่า ตัวเองเป็นแม่บ้านก็ต้องได้อยู่แล้ว

ส่วนในคลิปที่ตนนำตัวเงินตัวทองไปปล่อย และมีการตะโกนว่า “เนี่ยโกงผัวกู โกงผัวกู มึงทำมากี่ปี มึงกินภาษีประชาชนมาเท่าไหร่แล้ว ที่ 7 ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา เข้าไปรังวัดที่ดิน 2-3 รอบ เหลืออยู่ 2 ไร่กว่า ทำไมไม่เซ็นต์ และมันบอกว่าเซ็นต์ไม่ได้ เพราะผู้ใหญ่ห้าม ซึ่งเป็นอธิบดีคนก่อน นี่แกละตัวจริง”

ด้านนายก้อง หนึ่งในบริวารของป้าดา ยืนยันว่าไม่ได้เป็นลูกจ้างหรืออะไร เพราะไม่ได้รับเงินเดือน แต่เป็นลักษณะช่วยเหลือและแบ่งปันกันตามที่มี โดยป้าดามองตนเหมือนลูกเหมือนหลาน และเป็นหนึ่งในบุคคล 31 คนที่พระโขนง นายก้องยืนยันว่า ตนไม่ได้มีเจตนาหรือคิดที่จะเข้าไปทำสิ่งไม่ดีแก่วัด และที่ผ่านมาเวลาจะพูดคุยกับหลวงพ่อก็เข้าไปด้วยความสุภาพ

นายก้องระบุว่า สิ่งที่ทำให้ตนและทุกคนต้องการออกมาชี้แจง เพราะมองว่าที่ผ่านมาอาจมีการกล่าวหาและใส่ความฝั่งตน จึงอยากให้สื่อมวลชนร่วมตรวจสอบข้อมูลจากหลายฝ่าย ไม่ใช่รับฟังเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมขอให้ตรวจสอบเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงภาพและข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างรอบด้าน

โดยในขั้นตอนต่อไป นายก้องอยากให้สื่อมวลชนลงพื้นที่และตรวจสอบข้อมูลจากจุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ฝ่ายของตนก็พร้อมรับฟัง

ทั้งนี้ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวยังต้องรอการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจสอบสถานะของวัดและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2465 มีสถานะและกรรมสิทธิ์เป็นของฝ่ายใดตามกฎหมาย ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

About The Author

Related posts