(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569)
กสม. ชี้กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลาตรวจเก็บดีเอ็นเอเด็กจากเหตุระเบิดเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติคุ้มครองสิทธิเด็ก
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 วาระ ดังนี้
2. กสม. ชี้กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลา ตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กจากเหตุระเบิดเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติคุ้มครองสิทธิเด็ก

นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผ่านเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุระเบิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ตำบลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมาพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา (ผู้ถูกร้อง) ได้เชิญตัวมารดาซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมบุตรชายอายุ 10 ปี และบุตรสาวอายุ 8 ปี (ผู้เสียหาย) ไปยังสถานีตำรวจ และได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของทั้งสามคนโดยใช้สำลีป้ายกระพุ้งแก้ม พร้อมให้ลงนามในเอกสารยินยอม โดยผู้ร้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งเหตุผลหรือแจ้งสิทธิใด ๆ ให้ครอบครัวทราบ ผู้ร้องเห็นว่าการเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงขอให้ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลบหรือทำลายข้อมูลดังกล่าว
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และมาตรา 32 คุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่ออาศัยอำนาจตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพียงเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วนเท่านั้น ประกอบกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ข้อ 3 กำหนดให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นลำดับแรกในการกระทำทุกประการที่เกี่ยวกับเด็ก ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 และมาตรา 131/1 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจเก็บสารพันธุกรรมจากผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้เฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี โดยต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควร ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และต้องได้รับความยินยอม

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นในบ้านซึ่งมารดาของเด็กทั้งสองเป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง โดยขณะเกิดเหตุมีสามีของมารดาพร้อมกลุ่มเพื่อนอยู่ในบ้านและหลบหนีไปทันทีหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัสดุอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและคราบโลหิตหลายจุดในที่เกิดเหตุ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ประสานผ่านกำนันในพื้นที่ให้เชิญตัวมารดาพร้อมบุตรทั้งสองมายังสถานีตำรวจ และเก็บดีเอ็นเอของทั้งสามคนโดยใช้สำลีป้ายกระพุ้งแก้ม พร้อมอธิบายเหตุผลก่อนดำเนินการและมีกำนันในพื้นที่ร่วมเป็นพยาน โดยมารดาได้ลงนามยินยอมให้ตรวจเก็บดีเอ็นเอของตนเองและบุตรทั้งสอง ผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าดีเอ็นเอของบุตรทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเจ้าของคราบโลหิตในที่เกิดเหตุ ต่อมาศาลจังหวัดยะลาได้ออกหมายจับมารดาและสามีในความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและวัตถุระเบิด
กสม. พิจารณาเห็นว่า กรณีพนักงานสอบสวนตรวจเก็บ ดีเอ็นเอของมารดา (ผู้เสียหายที่ 1) เนื่องจากเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองบ้านที่เกิดเหตุ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าสารพันธุกรรมของมารดาอาจปะปนอยู่กับวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ จึงมีสถานะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งจำเป็นต้องตรวจเก็บเพื่อคัดแยกจากสารพันธุกรรมของผู้กระทำความผิด อีกทั้งผู้ถูกร้องใช้วิธีการที่กระทบร่างกายน้อยที่สุดและได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร แม้ความยินยอมจะให้ไว้ขณะอยู่ที่สถานีตำรวจ แต่ยังไม่ถึงขนาดทำให้การดำเนินการขาดความได้สัดส่วน ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในส่วนของบุตรทั้งสองซึ่งเป็นเด็ก กสม. เห็นว่าเด็กทั้งสองมิได้มีสถานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดี การเก็บดีเอ็นเอมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานทางชีวภาพพิสูจน์ความสัมพันธ์กับบิดาซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่หลบหนี แม้กฎหมายจะให้อำนาจตรวจเก็บจาก “บุคคลที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งเป็นการใช้เด็กเป็นพยานหลักฐานทางชีวภาพเพื่อความสะดวกในการสืบสวน แต่ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การเก็บจากสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ต้องสงสัยได้ ประกอบกับขณะให้ความยินยอม มารดาอยู่ในสถานะที่ถูกกดดันและต่อมาถูกดำเนินคดี ทำให้ความยินยอมที่ได้รับจากมารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมีข้อบกพร่อง การตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองจึงขัดต่อหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน ไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สั่งการให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ทำลายตัวอย่างชีวภาพและลบข้อมูลสารพันธุกรรม (DNA) ของเด็กทั้งสองออกจากฐานข้อมูลทุกระบบ พร้อมจัดทำบันทึกการทำลายไว้เป็นหลักฐาน

และให้ตำรวจภูธรจังหวัดยะลากำหนดแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กและเยาวชน อย่างน้อยต้องมีการเปรียบเทียบทางเลือกอื่นที่กระทบสิทธิของเด็กน้อยที่สุด การประเมินและจัดทำบันทึกประโยชน์สูงสุดของเด็กก่อนดำเนินการ และการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่อาจกระทบต่อการให้ความยินยอมโดยเสรีของผู้แทนโดยชอบธรรม
