(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569)
กสม. ตรวจสอบกิจการฟาร์มไก่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนประชาชนกว่า 10 ปี แนะหน่วยงานพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 28/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 วาระ ดังนี้
1. กสม. ตรวจสอบกิจการฟาร์มไก่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ หลังประชาชนร้องเรียนส่งกลิ่นเหม็นรบกวนนานกว่า 10 ปี แนะหน่วยงานพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตหากไม่สามารถแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญได้
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า การประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2557 ได้ส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชนรอบบริเวณฟาร์ม โดยประชาชนในเขตหมู่ที่ 6 และ 8 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง ต้องทนดมกลิ่นเหม็นนานกว่า 10 ปี แม้จะมีผู้ร้องเรียนต่อเทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วปรากฏว่า การประกอบกิจการของฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แห่งดังกล่าวเป็นระบบปิดที่ได้รับการรับรอง หรือการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการใช้เทคโนโลยีซึ่งคาดว่ามีประสิทธิภาพในระบบบำบัดป้องกันกลิ่น แต่ยังคงสร้างผลกระทบปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นต่อประชาชนโดยรอบ จึงเชื่อได้ว่ามาตรการจัดการกลิ่นเหม็นของฟาร์มไก่ไข่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากฟาร์มมีขนาดใหญ่ เลี้ยงไก่จำนวนมากถึง 1.8 แสนตัว อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชุมชน ฟาร์มจึงต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก
ส่วนเทศบาลตำบลบ้านกลาง แม้จะได้รับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกครั้ง พร้อมให้คำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงระบบบำบัดป้องกันกลิ่น ฝุ่นละออง และเสียง จากการประกอบกิจการฟาร์มไก่ไข่แล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่ระยะทางของฟาร์มไก่อยู่ใกล้กับชุมชนมาก และมาตรการที่มีอยู่ไม่อาจป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ผู้ร้องและประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงจึงยังคงได้รับผลกระทบมาต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับเหตุรำคาญจากการประกอบกิจการเลี้ยงไก่ของศาลปกครองสูงสุดที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องพิจารณาเรื่องระยะห่างของสถานที่ประกอบกิจการเลี้ยงไก่ตามคำแนะนำของกรรมการสาธารณสุข เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและไม่ก่อเหตุรำคาญ ประกอบกับเทศบาลตำบลบ้านกลางไม่ได้ออกคำสั่งแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญให้แก่ประชาชนตามข้อร้องเรียน จึงเป็นการดำเนินการที่ล่าช้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจนเป็นที่ยุติได้
กสม. เห็นได้ว่าปัญหากลิ่นเหม็นจากการประกอบกิจการของฟาร์มไก่ไข่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) และข้อมติสหประชาชาติที่ 76/300 ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ขับเคลื่อนการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในขณะที่เทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นซึ่งเป็นเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535 ให้หมดสิ้นไป การประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของผู้ถูกร้องที่ 1 และการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นของผู้ถูกร้องที่ 2 จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังบริษัทเอกชน ผู้ถูกร้องที่ 1 ให้สำรวจและแก้ไขปัญหาสาเหตุของกลิ่นเหม็นในทุกขั้นตอน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและปรับปรุงระบบบำบัดกลิ่นเหม็น รวมถึงกำชับเจ้าหน้าที่ในการตรวจตราการทำงานอย่างเคร่งครัด และให้มีช่องทางการแจ้งเรื่องร้องเรียนจากกลิ่นเหม็นสำหรับประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ให้เทศบาลตำบลบ้านกลาง ผู้ถูกร้องที่ 2 ตรวจสอบและออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เพื่อให้ฟาร์มไก่ไข่แห่งดังกล่าวปรับปรุงแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือปรับปรุงสถานประกอบการและติดตามผลจนกว่าการแก้ไขจะเสร็จสิ้น หากยังมีเรื่องร้องเรียนโดยไม่เป็นที่ยุติ ให้พิจารณาระงับการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ถูกร้องที่ 1 รวมทั้งกำหนดแผนงานในการตรวจติดตามการแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นจากสถานประกอบการของฟาร์มอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยระบุให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการดำเนินธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการ UNGPs ให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ต้องปฏิบัติตามแผน NAP ระยะที่ 2 และให้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 เพื่อให้ประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่โดยเคารพสิทธิมนุษยชน
ในส่วนเทศบาลตำบลบ้านกลางให้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้สถานประกอบกิจการเลี้ยงไก่สอดคล้องตามคำแนะนำของคณะกรรมการพิจารณาต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และควรประสานหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยในพื้นที่ อาทิ ศูนย์อนามัยที่ 1 (เชียงใหม่) เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาและกำหนดเงื่อนไขการต่อใบอนุญาตให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 ด้วย

ทั้งนี้ ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ศึกษาและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ต่อไป
