สาวลำพูน วัย 30 ปี ร้อง “ธนกฤต” หลวมตัวคุยกับชายมือที่ 3 สุดท้ายโดนขู่แบล็คเมล 

สาวลำพูน วัย 30 ปี เปิดใจทั้งน้ำตา หลังรู้จักชายวัย 26 ปี ผ่านติ๊กต็อก ทั้งที่บอกตั้งแต่แรกว่ามีสามีและครอบครัวแล้ว แต่สุดท้ายกลับถูกอีกฝ่ายอ้างความรัก จนเข้ามาควบคุมชีวิต ข่มขู่ แบล็กเมลด้วยคลิปลับ และคุกคามไม่เลิก จนต้องเข้าแจ้งความ ขณะที่สามียอมรับเปิดโอกาสให้ภรรยาคุยกับคนอื่น เพราะทำงานหนักไม่มีเวลา ก่อนยอมรับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงของครอบครัว

โดยนางสาวสา (นามสมมุติ) สาวลำพูน วัย 30 ปี เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2567 หลังชายอายุ 26 ปี ทักเข้ามาพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อก โดยเธอยืนยันว่าได้บอกอีกฝ่ายตั้งแต่วันแรกว่ามีสามีและมีครอบครัวแล้ว แต่ฝ่ายชายยังคงเดินหน้าพูดคุยต่อเนื่องกว่า 4 เดือน จนเกิดความไว้ใจและนัดพบกันที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่ขณะนั้นเธออาศัยอยู่ที่จังหวัดลำพูน ส่วนฝ่ายชายอยู่จังหวัดสมุทรปราการ

หญิงสาวเล่าว่า หลังจากพบกันครั้งแรก สังเกตว่าฝ่ายชายมีพฤติกรรมดื่มน้ำกระท่อมและอารมณ์แปรปรวน ก่อนจะเริ่มเข้ามาควบคุมชีวิตอย่างหนัก โทรถามตลอดว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร พร้อมสั่งให้ถ่ายรูปหรือคลิปยืนยัน โดยต้องเห็นวันและเวลาประกอบ หากเธอบอกว่าอยู่กับแฟนหนุ่ม อีกฝ่ายก็จะขอให้ถ่ายรูปแฟนหนุ่มหรือรถมาเป็นหลักฐานด้วย เมื่อพยายามตีตัวออกห่าง เพราะเตรียมย้ายที่ทำงาน ฝ่ายชายกลับข่มขู่ว่า หากเลิกติดต่อจะเผยแพร่ภาพและคลิปขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงขู่ว่าจะไปหาลูกถึงโรงเรียน ทำให้เธอไม่สามารถตัดความสัมพันธ์ได้

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ขอเลิก ฝ่ายชายจะใช้ลูกเป็นเครื่องมือกดดัน บางครั้งถึงขั้นขู่ยิง ขู่ฆ่า กระทั่งหลังจากพบกันครั้งสุดท้ายในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อเธอไม่ยอมตอบกลับ ฝ่ายชายยิ่งคุกคามหนักขึ้น ทั้งสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมใช้ชื่อของเธอ โพสต์ข้อความและภาพลามก อ้างว่าเธอรับงานขายบริการ ส่งข้อความใส่ร้ายคนรอบตัว รวมถึงสั่งสินค้าและอาหารไปส่งที่บ้านเพื่อสร้างความเดือดร้อน

เธอฝากเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า อย่าไว้ใจคนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์ เพราะแม้จะรู้จักกันมานาน ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีตัวตนและเจตนาอย่างไร” ฝ่ายหญิง กล่าว

ด้านนายเจ (นามสมมุติ) แฟนหนุ่ม กล่าวว่า ตนคบหากับคุณสา มานาน 4 ปี ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเปิดกว้าง เพราะต้องทำงานต่างจังหวัดบ่อย ไม่มีเวลา จึงยอมให้ แฟนสาวพูดคุยกับคนอื่นได้ โดยเชื่อว่าจะช่วยคลายความเหงา และแฟนสาวก็รับรู้ว่าตนเองก็มีเพื่อนผู้หญิงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องบานปลายจนเกิดการข่มขู่และคุกคาม จึงได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนตัดสินใจพา แฟนสาวเข้าแจ้งความดำเนินคดี พร้อมยอมรับว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ทำให้ตระหนักว่าการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามาใกล้ชิดคนในครอบครัว อาจกลายเป็นดาบสองคม ซึ่งตนเองควรแบ่งเวลาให้ครอบครัวมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในความสัมพันธ์อีก

โดยทั้งคู่ยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างหนัก ฝ่ายหญิงไม่กล้าออกจากบ้าน ขณะที่ฝ่ายชายระบุว่า ครอบครัวได้รับผลกระทบทั้งด้านจิตใจและการทำงาน แต่ขณะนี้กำลังได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าคดีจะดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม

ด้านนายกองตรีด๊อกเตอร์ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ อดีตเลขารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ผู้รับเรื่องเปิดเผยว่า ฝ่ายชายแฟนหนุ่มของผู้เสียหายเป็นคนใจกว้าง รับรู้ว่าแฟนสาวไปพบชายคนดังกล่าว เพราะยอมรับว่าตัวเองไม่มีเวลาให้ครอบครัว จึงเปิดโอกาสให้ แฟนสาวพูดคุยกับผู้อื่นได้

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงที่พูดคุยกัน ผู้ต้องหาพยายามสร้างความน่าเชื่อถือ อ้างว่าจะดูแลและให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ แต่เมื่อพบตัวจริง กลับไม่เคยทำตามที่พูดแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ผู้เสียหายเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่น่าไว้วางใจ ประกอบกับพบว่ามีพฤติกรรมเสพน้ำกระท่อมและมีอารมณ์แปรปรวน จึงพยายามยุติความสัมพันธ์ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568

แต่ฝ่ายชายผู้ก่อเหตุไม่ยอมเลิกรา กลับเริ่มข่มขู่ คุกคาม และบีบบังคับอย่างต่อเนื่อง ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความไว้ที่จังหวัดลำพูน แต่หลังแจ้งความแล้ว การคุกคามยังไม่ยุติ โดยลุกลามไปถึงครอบครัว ลูก และสามี มีการสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอม ใช้ชื่อผู้เสียหายโพสต์ข้อความสร้างความเสียหาย รวมถึงสั่งสินค้าและอาหารแบบเก็บเงินปลายทางไปยังบ้านผู้เสียหายกว่า 30 ครั้ง เพื่อสร้างความเดือดร้อน อีกทั้งยังส่งข้อความข่มขู่สามีของผู้เสียหายด้วย

อดีตเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า หลังรับเรื่องร้องเรียน จะเร่งติดตามความคืบหน้าของคดี เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินคดียังล่าช้า พร้อมประสานตำรวจ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ สอท. และพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากการปลอมบัญชีและเผยแพร่ข้อมูลสร้างความเสียหาย

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าพฤติกรรมที่ผู้เสียหายถูกข่มขู่ บังคับ และคุกคามอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถปฏิเสธหรือถอนตัวจากความสัมพันธ์ได้ อาจเข้าข่ายความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันกับบุคคลอื่นต่อไป

About The Author

Related posts