ตำรวจนครบาลแกะรอยเส้นทางเงินจากคดียาเสพติด สู่เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ บุกจับผู้ต้องหาชาวเวียดนาม 4 ราย ยึดทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ ไอโฟนรุ่นใหม่ และทรัพย์สินจำนวนมาก พบขบวนการรับหน้าที่แปรสภาพเงินสดจากการหลอกลวงเป็นทองคำ ก่อนส่งต่อออกนอกประเทศ ขณะสอบสวนมีหญิงชาวเวียดนามหอบเงินสด 150,000 บาท เข้าพยายามติดสินบนตำรวจถึงโรงพัก รองจ๋อสั่งซ่อนแผนจับเพิ่มอีกคดี

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. (สส) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. /ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. (หน.)ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต. วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รับผิดชอบงานยาเสพติด พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7 พร้อมตำรวจชุดปฏิบัติการจากศูนย์ปราบปรามยาเสพติด สืบ 7 และ สน.โคกคราม สนธิกำลังบูรณาการสืบสวนขยายผลครั้งใหญ่ หลังแกะรอยเส้นทางการเงินจากคดียาเสพติด (ยาไอซ์ซุกกล่องพัสดุส่งไปญี่ปุ่น โยงบัญชีนายสมพงษ์ ) และคดีหลอกลวงออนไลน์ รูปแบบสแกมเมอร์หลอกนักศึกษาจับตัวเองเรียกค่าไถ่จนพบการแปลงสภาพเงินสดเป็นทองคำแท่งและโทรศัพท์มือถือ

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีพฤติกรรมแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ปกปิดวิธีดำเนินการ และเข้าพักอาศัยร่วมกันที่ โรงแรม ย่านนวมินทร์ เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าบุกจับกุมผู้ต้องชาวเวียดนามได้ 3 ราย ได้แก่
1.นาวสาวเฮียน HIEN อายุ 29 ปี สัญชาติเวียดนาม
2.นางสาว งัน LAM อายุ 40 ปี สัญชาติเวียดนาม
3. นาย เหงียน NGUYEN อายุ 33 ปี สัญชาติเวียดนาม
โดยกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งหมดว่าเป็น “ร่วมกันเป็นอั้งยี่” ท้องที่ สน.โครกคราม ,ขยายผลกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1-3 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน (คอนเซ็นเตอร์)” ท้องที่สน.ลุมพินี และขยายผลผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหา ร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ( ไอซ์ซ่อนในมะขามเปียกส่งญี่ปุ่น) ท้องที่ สน.บางยี่ขัน

จับกุมตัวผู้ต้องหาที่ 1-3 ได้ที่ โรงแรมย่านนวมินทร์ แขวงรามอินทรา เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
ตำรวจเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแปรสภาพเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ก่อนส่งต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการในต่างประเทศจากการสอบสวน น.ส.เฮียน ให้การรับว่า ทำหน้าที่รับจ้างเดินทางไปซื้อทองคำและรับโทรศัพท์มือถือ ตามคำสั่งของหญิงชาวเวียดนามชื่อ “HOA” ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยได้รับค่าจ้างวันละ 15 ดอลลาร์สหรัฐ

ผู้ต้องหารับว่า เคยเดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจในประเทศไทยแล้ว 2 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม ได้รับคำสั่งให้ซื้อทองคำแท่งรวม 17 บาท ทุกครั้งที่เดินทางไปยังร้านทอง จะใช้หลักฐานการโอนเงินที่ผู้ว่าจ้างชำระไว้ล่วงหน้าเป็นหลักฐานรับมอบทองคำ ก่อนนำไปส่งต่อให้บุคคลที่นัดหมายไว้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
คดีนี้เริ่มจากผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทโทรศัพท์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง อ้างว่าข้อมูลบัตรประชาชนถูกนำไปใช้เปิดบัญชีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน พร้อมส่งเอกสารคำสั่งศาลปลอม และข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อ “พิสูจน์ความบริสุทธิ์”
ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินจำนวน 200,000 บาท เข้าบัญชีม้าของขบวนการ ก่อนเริ่มผิดสังเกตและเข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี ทำให้ตำรวจสามารถสืบสวนขยายผลจนพบเครือข่ายดังกล่าว

ภายหลังควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สน.โคกคราม มีผู้แจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า มีความพยายามเสนอเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหา ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับบัญชาและวางแผนจับกุม
กระทั่งน.ส.เล ทิ (LE THI) อายุ 39 ปี สัญชาติเวียดนาม ขับรถยนต์ Toyota C-HR เข้ามายัง สน.โคกคราม ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องไกล่เกลี่ย และมอบเงินสดจำนวน 150,000 บาท ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ช่วยเหลือคดี
ทันทีที่มีการส่งมอบเงิน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมแจ้งข้อหา ให้สินบนเจ้าพนักงาน และยึดธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 150 ฉบับ รวม 150,000 บาท เป็นของกลาง
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล / รองโฆษก ตร เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นผลจากการขยายผลคดียาเสพติด จนพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีหน้าที่แปรสภาพเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงให้เป็นทองคำและโทรศัพท์มือถือ ก่อนลำเลียงส่งต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์ในประเทศเวียดนาม

“ขบวนการนี้ไม่ได้ทำหน้าที่หลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการแบ่งหน้าที่เปลี่ยนเงินสดให้เป็นทรัพย์สินที่ติดตามได้ยาก เพื่อตัดเส้นทางการเงินก่อนส่งออกนอกประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนและการทำงานอย่างเป็นระบบขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าว
รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังฝากเตือนประชาชนว่า หากมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่าง ๆ โทรศัพท์มาข่มขู่ หรืออ้างให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยุติการติดต่อทันที พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสายด่วนที่เกี่ยวข้อง
ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ขยายผลติดตามผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน และผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
