(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 27/2569)
กสม. ตรวจสอบปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมกลุ่มหลากหลายทางเพศย่านสุขุมวิทชี้การเผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่ตอกย้ำอคติทางเพศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการละเมิดสิทธิฯ
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 27/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

1. กสม. ตรวจสอบปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมกลุ่มหลากหลายทางเพศย่านสุขุมวิท ชี้การเผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่ตอกย้ำอคติทางเพศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการละเมิดสิทธิฯ
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องซึ่งมีทั้งที่เป็นบุคคลและองค์กร รวม 8 คำร้อง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ป.ส.) กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รวมประมาณ 50 นาย ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ณ ห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยสุขุมวิท 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยระหว่างปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ไม่แสดงหมายค้นและหมายจับ ไม่แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ ไม่แต่งเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ และไม่มีเจ้าหน้าที่หญิงอยู่ร่วมด้วย รวมทั้งไม่อนุญาตให้ผู้ถูกจับกุมแต่งกายให้เรียบร้อยขณะเข้าตรวจค้น และใช้กำลังเกินสมควร เช่น การใช้เครื่องพันธนาการ (กุญแจมือ) ต่อผู้ถูกจับกุมรายหนึ่งขณะอยู่ในสภาพเปลือยกาย ตลอดจนจัดสถานที่เพื่อตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดไม่มิดชิด
นอกจากนี้ ภายหลังปฏิบัติการยังมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลของผู้ถูกจับกุมบางส่วนที่อยู่ในสภาพเปลือยกายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานรัฐ และพาดหัวเรื่องโดยใช้ข้อความที่เป็นการเหมารวม ก่อให้เกิดอคติทางเพศและลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งสำนักข่าวหลายแห่งได้คัดลอกภาพและข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อ ผู้ร้องเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจค้น จับกุม ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด และการถ่ายภาพเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ในการเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศภายในห้องพักโรงแรมโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาลนั้น เป็นปฏิบัติการหลังจากได้รับเบาะแสจากสายลับว่าจะมีการรวมตัวมั่วสุมทางเพศและเสพยาเสพติดของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศจำนวนมาก จึงมีเหตุอันเชื่อได้ว่าหากไม่ค้นในทันที สิ่งผิดกฎหมายนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งให้บุคคลในห้องทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจและบัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. แล้ว จากการตรวจค้นพบยาเสพติดและอุปกรณ์การเสพ จึงได้จับกุมผู้กระทำผิดซึ่งถือเป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับอันเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550
นอกจากนี้ จากคลิปวิดีโอและพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอว่าเจ้าหน้าที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยการใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้ถูกจับกุมบางราย หรือไม่อนุญาตให้แต่งกายให้เรียบร้อยขณะตรวจค้นจับกุม อันเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้
ประเด็นต่อมา กรณีร้องเรียนว่าปฏิบัติการดังกล่าวไม่ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเข้าร่วมตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศด้วย ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการจัดตำรวจหญิงเข้าร่วมปฏิบัติการ แต่เนื่องจากผู้ถูกตรวจมีสรีระเป็นเพศชาย จึงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชายเป็นผู้ดำเนินการแทน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนประเด็นที่เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายภาพกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศบางส่วนซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยกายแล้วนำไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์พร้อมพาดหัวข้อข่าวที่ไม่เหมาะสม จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังปฏิบัติการเสร็จสิ้น หน่วยงานตำรวจได้เผยแพร่ข่าวปฏิบัติการดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงาน ได้แก่ เฟซบุ๊กของ บช.น. Metropolitan Police Bureau และเฟซบุ๊ก POLICETV สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพาดหัวข่าวว่า “บช.น. ร่วม บช.ปส. เปิดปฏิบัติการ ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง โรงแรมดังกลางกรุง” และ “น. ร่วม บช.ปส. เปิดปฏิบัติการ ทลายปาร์ตี้เหมืองทอง โรงแรมดังกลางกรุง” ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำในลักษณะเหมารวมและตีตราอัตลักษณ์ทางเพศ โดยภาพที่เผยแพร่มีภาพผู้ถูกจับกุมในสภาพเปลือยกายบางส่วนซึ่งปกปิดใบหน้าแล้ว รวมถึงมีภาพวัตถุพยานที่สื่อถึงพฤติกรรมทางเพศส่วนตัว ต่อมาสำนักข่าวสองแห่งได้คัดลอกภาพและข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อในช่องทางของตนด้วย

กสม. เห็นว่า แม้การเผยแพร่ข่าวจะมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันปราบปรามยาเสพติด แต่การนำเสนอที่เน้นย้ำอัตลักษณ์ทางเพศของผู้ถูกจับกุมควบคู่กับการกระทำความผิด และการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการรับรู้ของสาธารณะ ย่อมก่อให้เกิดการตีตราทางสังคมและกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกจับกุม อีกทั้งไม่สอดคล้องกับระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าวและการเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน จึงรับฟังได้ว่ามีการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนสำนักข่าวทั้งสองแห่งที่นำภาพและข่าวไปเผยแพร่ต่อโดยไม่กลั่นกรองเนื้อหา ก็รับฟังได้ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหน่วยงานตำรวจได้ลบหรือแก้ไขเนื้อหาข่าวดังกล่าวแล้ว และสำนักข่าวทั้งสองแห่งได้ลบการนำเสนอข่าวออกจากช่องทางของตนแล้ว กสม. จึงเห็นว่าประเด็นการเผยแพร่ภาพและข่าวนี้ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จึงมีข้อเสนอแนะให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าว การแถลงข่าว และการเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 อย่างเคร่งครัด โดยหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูล ภาพ หรือถ้อยคำที่กระทบต่อความเป็นส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอคติและการตีตราต่อบุคคลใด โดยเฉพาะข้อมูลที่สื่อถึงพฤติกรรมส่วนตัวหรือสภาพร่างกาย แม้จะมีการปกปิดใบหน้าแล้วก็ตาม พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมหากเจ้าหน้าที่ในสังกัดไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว
นอกจากนี้ ให้ ตร. กำหนดแนวทางการสื่อสารข้อมูลแก่ผู้ประกอบการสถานที่ภายหลังเสร็จสิ้นปฏิบัติการ ในขอบเขตที่จำเป็นและไม่กระทบต่อประโยชน์แห่งการสอบสวน เพื่อให้สถานประกอบการสามารถดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการ และการสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างเหมาะสม และให้ ตร. ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดกำหนดแนวปฏิบัติการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดที่คำนึงถึงเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ และความรู้สึกปลอดภัยของผู้ถูกตรวจโดยควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสามารถแสดงความประสงค์เกี่ยวกับเพศผู้ตรวจต่อเจ้าหน้าที่ได้เท่าที่ไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติต่อบุคคลหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะสมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พร้อมกันนี้ ให้สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติส่งเสริมและกำชับให้สื่อมวลชนยึดถือแนวปฏิบัติการเสนอข่าว ความคิดเห็น และภาพเกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. 2564 อย่างเคร่งครัด โดยใช้ความระมัดระวังในการกลั่นกรองเนื้อหาและภาพข่าวเกี่ยวกับคดีอาญาหรือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ และหลีกเลี่ยงการนำเสนอที่อาจตอกย้ำอคติทางเพศ สร้างความเกลียดชัง หรือก่อให้เกิดการตีตราทางสังคม
