กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการสั่งของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป.,พ.ต.ท.พงษ์พิทักษ์ เหล็กชูชาติรอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.รัฐมนตรี พันชูกลาง รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ณัฐดนัย สีแข่ไตร รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ศิษฏ์ พูลวงศ์ รอง ผกก.3 บก.ป และ พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ เสณีแสนเสนา รอง ผกก.3 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม พ.ต.ท.ศราวุธ ทองน้อย สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ต.เลอสันต์ พรมชื่น สว.กก.3 บก.ป., ร.ต.อ.ดวง ขาวสะอาด รอง สว.กก.3 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม
ร่วมกันจับกุม
1. นายธเนตรฯ อายุ 44 ปี
2. นายสุรศักดิ์ฯ อายุ 28 ปี
ซึ่งผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยใช้ยานพาหนเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม”

สถานที่จับกุม บ้านพัก ย่าน ถ.รามอินทรา เขตบึงกุ่ม แขวงคันนายาว กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้าประสานขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ให้ช่วยติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร โดยให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า กลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรร
มตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สน.โคกคราม ที่รับผิดชอบท้องที่แล้ว
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม สืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะตระเวนดูลาดเลาในพื้นที่เป้าหมาย และเลือกก่อเหตุเฉพาะบ้านติดป้ายประกาศขาย ซึ่งมั่นใจว่า เจ้าของบ้านปล่อยทิ้งบ้านว่างเป็นเวลานาน และกว่าจะรู้ตัวว่าทรัพย์สินสูญหายก็ใช้เวลาล่วงเลยมานาน ทำให้การติดตามตัวกลุ่มผู้ต้องหาเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีดังกล่าวตระเวนลักทรัพย์ในพื้นที่เขตบึงกุ่มซึ่งก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง

กระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 00.10–04.50 น. กลุ่มผู้ต้องหาก่อเหตุลักทรัพย์ภายในบ้านของผู้เสียหายในซอยนวลจันทร์ 27/2 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ได้ทรัพย์สินมีค่าหลายรายการ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 ชุด, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง, ข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม จำนวน 12 ถุง, เครื่องสแกนใบหน้าบันทึกเวลาทำงาน และทรัพย์สินมีค่าอื่นอีกหลายรายการ
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และรวบรวมพยานหลักฐานจากพลเมืองดีพร้อมตรวจภาพจากกล้องวงจรปิด จนทราบว่ามีผู้ก่อเหตุทั้งหมด 3 ราย ใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน ได้แก่ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า คลิก สีขาว-แดง และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน เป็นพาหนะในการก่อเหตุและหลบหนี

จนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพบรถจักรยานยนต์ที่มีลักษณะตรงกับรถของผู้ต้องหาที่ใช้ก่อเหตุ จึงเฝ้าสังเกตการณ์และติดตามอย่างใกล้ชิด กระทั่งแน่ใจจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัว นายธเนตรฯ และได้ซัดทอดเพื่อนอีก 2 ราย จึงสามารถติดตามจับกุม นายสุรศักดิ์ฯ หนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุได้ ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุอีกหนึ่งราย ทราบชื่อ นายวิชิตฯ อยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุม
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ตรวจค้นบ้านพักของ นายธเนตรฯ พบทรัพย์สินของกลางหลายรายการ อาทิ คอมพิวเตอร์ และข้าวสาร จากนั้น ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหา และแจ้งสิทธิของผู้ต้องหา พร้อมจัดทำบันทึกจับกุมไว้แล้ว ขณะที่ จะเร่งดำเนินการสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมก่อเหตุที่ยังหลบหนี
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่ปล่อยบ้านว่างหรือประกาศขาย ให้หมั่นตรวจสอบทรัพย์สิน ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย รวมทั้งหากพบเบาะแสหรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที เพื่อร่วมกันป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น นายธเนตรฯ และนายสุรศักดิ์ฯ ให้การว่า ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์มาแล้วรวม 3 ครั้ง โดยจะเข้าไปงัดแงะบ้านที่ประกาศขายที่ไม่มีคนเฝ้า และจะขโมยทรัพย์สินหรือของมีค่าที่พบภายในบ้านที่ก่อเหตุ มาเก็บไว้ที่บ้านของ นายธเนตรฯ และจะทยอยนำทรัพย์สินที่ขโมยมาไปขายต่อเพื่อนำเงินมาซื้อยาบ้าแบ่งกันเสพ
ช่องทางสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.ศราวุธ ทองน้อย สว.กก.3 บก.ป. สว.กก.3 บก.ป. โทรศัพท์ 089 7638346

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
