กสม. ตรวจสอบกรณีคัดค้านโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนฯ จ.นครราชสีมา ระบุประชาชนถูกกีดกันการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 

(กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 24/2569)

กสม. ตรวจสอบกรณีคัดค้านโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนฯ จ.นครราชสีมา ระบุประชาชนถูกกีดกันการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 24/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

1. กสม. ตรวจสอบกรณีคัดค้านโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนฯ พื้นที่ อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ระบุประชาชนถูกกีดกันในกระบวนการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ขามสะแกแสงเมื่อเดือนเมษายน 2568 ระบุว่า องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองคง (อบต. เมืองคง) อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้ดำเนินโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนด้วยการนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ ในพื้นที่บ้านใหม่ หมู่ที่ 10 ตำบลพะงาด อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่คัดค้านการคัดเลือกพื้นที่ตั้งดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากสถานที่ตั้งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ โดย อบต. เมืองคงได้ทำสัญญาให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ดำเนินโครงการทั้งหมด ซึ่งบริษัทได้ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการพลังงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 4) พร้อมทั้งได้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ สถานที่ตั้งโครงการ ซึ่งมีการกีดกันไม่ให้ประชาชนถือป้ายคัดค้านและสวมผ้าโพกศีรษะเข้าไปในสถานที่แสดงความคิดเห็น และมีชายชุดดำแอบถ่ายพฤติกรรมกลุ่มที่คัดค้านโครงการ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ร้องยังไม่ทราบถึงการปิดประกาศรับฟังความคิดเห็นต่อการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผู้ถูกร้องที่ 3) ทำให้สรุปผลการรับฟังความคิดเห็น มีเพียงกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการ ทั้งนี้กลุ่มผู้ร้องได้ยื่นหนังสือขอสำเนารายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ แต่พบอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวเนื่องจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหนังสือ แจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายในการขอสำเนากว่า 14,000 บาท ในขณะที่ร้องเรียนกลุ่มผู้ร้องยังไม่ได้รับหรือเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จึงขอให้ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2563 อบต. เมืองคง ได้จัดทำโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนด้วยการนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า จำนวน 9.9 เมกะวัตต์ โดยจัดทำบันทึกข้อตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลุ่มคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ (cluster L) รวม 136 แห่ง ในพื้นที่ 20 อำเภอ และระบุสถานที่ตั้งโครงการว่าตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเมืองคง อำเภอคง อย่างไรก็ตาม หลังจากกระทรวงมหาดไทยอนุมัติโครงการแล้วปรากฏว่า จุดเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้า มีกำลังคงเหลือรับได้เพียง 0.9 เมกะวัตต์ ทำให้ อบต. เมืองคง ต้องคัดเลือกพื้นที่ใหม่ในกลุ่มคลัสเตอร์เดียวกัน โดยเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลพะงาด อำเภอขามสะแกแสง ตามคำร้อง และได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อเดือนมกราคม 2566 แต่ไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่กับ อปท.ในกลุ่มคลัสเตอร์ ต่อมาได้เสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดนครราชสีมา และกระทรวงมหาดไทยให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 จากนั้น ในช่วงเดือนเมษายน – สิงหาคม 2567 อบต.เมืองคง จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่กับ อปท. ในกลุ่มคลัสเตอร์ โดยระบุสถานที่ตั้งใหม่และรายละเอียดในการบริหารจัดการขยะให้ครบถ้วนมากขึ้น

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งโครงการ อบต.เมืองคง จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการพิจารณาโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่กำหนดไว้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยโดยต้องเสนอโครงการพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องใหม่ทั้งหมด การใช้รายงานทบทวนการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมโครงการฯ ตลอดจนบันทึกข้อตกลงฉบับเดิมที่ระบุสถานที่ตั้งโครงการในพื้นที่เดิม เป็นหลักฐานเสนอขออนุมัติโครงการในสถานที่ตั้งใหม่จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง อบต.เมืองคง ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่กับ อปท. ในกลุ่มคลัสเตอร์ พร้อมทั้งระบุสถานที่ตั้งโครงการเป็นสถานที่ใหม่แล้ว จึงเห็นควรยุติเรื่องในประเด็นนี้

สำหรับประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยบริษัทเอกชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดเวทีโดยการประกาศเตือนประชาชนกลุ่มคัดค้านที่สวมผ้าโพกศีรษะ ให้ถอดผ้าโพกศีรษะออกก่อนร่วมเวทีทั้งที่เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และไม่ได้ละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่น จนสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมเวที มีลักษณะปิดกั้นความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ถูกร้องที่ 3 เมื่อเดือนเมษายน 2568 ปรากฏว่า กลุ่มผู้ร้องไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ มาตั้งแต่เริ่มปิดประกาศในช่วงต้นเดือนเมษายน 2568 แสดงให้เห็นว่า การปิดประกาศรับฟังความคิดเห็นของผู้ถูกร้องที่ 3 ตามระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรมฯ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่สามารถสื่อสารและทำให้บุคคลทุกกลุ่มเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเอื้อให้ฝ่ายที่สนับสนุนโครงการได้รับรู้ข่าวสารและเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นแต่เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี เมื่อกลุ่มผู้ร้องยื่นหนังสือคัดค้านผลการรับฟังความคิดเห็น ผู้ถูกร้องที่ 3 ก็ไม่ได้กีดกันหรือตัดสิทธิ ทั้งยังนำหนังสือคัดค้านของกลุ่มผู้ร้องไปประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนซึ่งดำเนินการโดยผู้ถูกร้องที่ 3 สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับประเด็นรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ขั้นสุดท้ายของบริษัทเอกชน ผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กสม. เห็นว่า ยังมีมาตรการที่ไม่เหมาะสม ครบถ้วน หรือได้สัดส่วนเพียงพอต่อการป้องกันผลกระทบทั้งมาตรการด้านการคมนาคมขนส่งขยะ มาตรการด้านการใช้น้ำที่ยังต้องพึ่งพาน้ำจากคลองหญ้าคาเป็นหลัก ทั้งที่คลองหญ้าคามีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของชุมชน และมาตรการด้านการมีส่วนร่วม ซึ่งคณะกรรมการร่วมกับชุมชนยังขาดผู้แทนหน่วยงานที่กำกับการประกอบกิจการพลังงานและหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงรับฟังได้ว่า การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่ได้จัดทำรายงาน CoP ขั้นสุดท้ายอย่างครบถ้วนเพียงพอต่อการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเด็นการเข้าถึงข้อมูลรายงาน CoP ขั้นสุดท้าย ซึ่งกลุ่มผู้ร้องระบุว่าพบอุปสรรคนั้น เห็นว่า การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ผู้ถูกร้องที่ 4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการสำเนาข้อมูลเต็มอัตราในครั้งแรก ต่อมาจึงปรับลดค่าธรรมเนียม และแจ้งไม่เก็บค่าธรรมเนียมในภายหลัง ก่อนจะส่งรายงานดังกล่าวให้กลุ่มผู้ร้องในเดือนพฤศจิกายน 2568 ทั้งที่รายงาน CoP ขั้นสุดท้ายผ่านความเห็นชอบตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 แสดงให้เห็นถึงการประวิงเวลาไม่ให้กลุ่มผู้ร้องสามารถเข้าถึงและทักท้วงรายงาน CoP ขั้นสุดท้ายได้ก่อนที่คณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะมีมติเห็นชอบออกใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานผลิตไฟฟ้าให้กับบริษัทเอกชน ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 4 จึงไม่สอดคล้องกับหลักการสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ และหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยสะดวก จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อผู้ถูกร้องทั้งสี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 4) เสนอ กกพ. แก้ไขระเบียบ กกพ. เกี่ยวกับการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า โดยผู้ขอรับใบอนุญาตต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการรบกวนความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมและการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อเสรีภาพของบุคคลอื่น และให้ กกพ. ทบทวนการให้ความเห็นชอบต่อรายงาน CoP ขั้นสุดท้ายของบริษัทเอกชนตามคำร้องนี้ เพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยกำหนดให้รายงาน CoP ขั้นสุดท้าย และรายงานผลการปฏิบัติตามรายงาน CoP ขั้นสุดท้าย หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งในรูปแบบเอกสาร และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และให้ กกพ. แก้ไขประกาศเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขอสำเนาหรือสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยให้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขอสำเนาข้อมูลเกี่ยวกับรายงาน CoP ขั้นสุดท้าย สำหรับผู้ขอที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย

นอกจากนี้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผู้ถูกร้องที่ 3) เสนอกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยปรับเปลี่ยนวิธีการรับฟังความคิดเห็นจากการปิดประกาศเพียงวิธีเดียว เป็นการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ด้วย

About The Author

Related posts