มจพ.สะเทือน! “เต้-หน่อง” นศ.แห่ถ่ายรูป ซัดผลสอบเครื่องออกกำลังกาย ‘ห่วยแตก’ ลั่นเชี่ยวชาญตัวจริง เคยตรวจคดีทุจริตครุภัณฑ์จนบานปลาย

“เต้ มงคลกิตติ์” ควง “หน่อง ภาสพงศ์” บุก มจพ. บางซื่อแทบแตก นักศึกษาแห่ต้อนรับแน่น ถกการเมือง-นโยบายสุดแหวก วิดพื้นโชว์เรียกเสียงเชียร์ ลั่นดัน “ไดโนโรบอท-รถบินได้” พร้อมชูนโยบายปราบคอร์รัปชัน
เมื่อเวลา 11.00-12.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (เต้) ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ พร้อมด้วย นายภาสพงศ์ ศิริกันทรมาศ (หน่อง) ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะ ลงพื้นที่พบปะนักเรียนโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมไทย-เยอรมัน และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เขตบางซื่อ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีนักเรียนและนักศึกษาจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมจนพื้นที่แทบแตก

ระหว่างการพบปะ นักเรียนและนักศึกษาได้ร่วมพูดคุย ซักถามความคิดเห็นทางการเมือง แนวทางการบริหารกรุงเทพมหานคร รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ของกลุ่มกรุงเทพบินได้ โดยเฉพาะนโยบาย “ไดโนเสาร์” และแนวคิดพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากการเมืองกระแสหลัก สร้างความสนใจและเสียงหัวเราะจากผู้ร่วมกิจกรรมเป็นระยะ
นอกจากนี้ นักศึกษาจำนวนมากยังร่วมถ่ายภาพ พูดคุย และทำคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์กับนายมงคลกิตติ์และนายภาสพงศ์อย่างใกล้ชิด โดยมีผู้ต่อคิวรอพบและขอถ่ายรูปอย่างต่อเนื่องตลอดการลงพื้นที่

ช่วงหนึ่งของกิจกรรม นายมงคลกิตติ์ได้ร่วมวิดพื้นกับกลุ่มนักศึกษา ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงาน สร้างสีสันและบรรยากาศเป็นกันเองระหว่างผู้สมัครกับเยาวชนคนรุ่นใหม่
นายภาสพงศ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการมาเยี่ยมเยียนน้อง ๆ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งนายมงคลกิตติ์เป็นศิษย์เก่าของสถาบัน พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอไอเดียต่าง ๆ เพื่อใช้พัฒนานโยบายของกลุ่มกรุงเทพบินได้

นายภาสพงศ์ กล่าวถึงแนวคิด “ไดโนโรบอท” ว่า กลุ่มกรุงเทพบินได้มีแผนพัฒนาโครงการไดโนปาร์ค โดยเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมด้านวิศวกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ไดโนเสาร์ เพื่อนำมาแข่งขันและประชันความสามารถกันในอนาคต โดยตั้งเป้าพัฒนาไดโนเสาร์มากถึง 50 สายพันธุ์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายสถาบันการศึกษา เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้เพียงแห่งเดียว
นายภาสพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร โดยอ้างถึงเวทีดีเบตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีการพูดถึงประเด็นการคอร์รัปชัน โดยตั้งข้อสังเกตว่าแม้จะมีการประกาศจุดยืนต่อต้านการทุจริต แต่ยังมีหลายโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและราคาสูงเกินจริง ทั้งโครงการล้างเครื่องปรับอากาศ การจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย รวมถึงป้ายประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก พร้อมขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลและติดตามข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ด้านนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า การกลับมาเยือนมหาวิทยาลัยครั้งนี้มีความผูกพันเป็นพิเศษ เนื่องจากตนเคยศึกษาที่โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมไทย-เยอรมัน สาขาไฟฟ้า ก่อนสำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รุ่น EE33 และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสมาคมศิษย์เก่าอีกด้วย
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ตนมีความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากเคยเป็นประธานชมรมเพาะกายของมหาวิทยาลัย 4 ปี และเคยประกอบธุรกิจนำเข้าเครื่องออกกำลังกายจากต่างประเทศ จึงเข้าใจทั้งเรื่องสเปก ราคา และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมองว่าผลการตรวจสอบกรณีเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานครที่มีการเผยแพร่ออกมานั้น เป็นผลการตรวจสอบที่ไม่น่าเชื่อถือและสังคมรับไม่ได้

นายมงคลกิตติ์ วิจารณ์ผลการตรวจสอบกรณีเครื่องออกกำลังกายของ กทม. อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็น “ผลสอบที่ห่วยแตก” และยืนยันว่าในฐานะผู้มีประสบการณ์ด้านเครื่องออกกำลังกายและการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง เห็นว่ายังมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวอ้างถึงประสบการณ์การตรวจสอบการทุจริตโครงการครุภัณฑ์อาชีวศึกษาในโครงการไทยเข้มแข็ง สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะนั้นมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบุว่าได้ร่วมตรวจสอบกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนพบการจัดซื้อครุภัณฑ์หลายรายการมีราคาสูงกว่าความเป็นจริงถึงประมาณ 10 เท่า และนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องหลายราย ทั้งข้าราชการระดับสูง คณะกรรมการกำหนดสเปก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตนมีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการตรวจสอบราคากลาง การกำหนดสเปก การเสนอราคา และความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มกรุงเทพบินได้กำลังรวบรวมข้อมูลโครงการต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ทั้งข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ผู้ยื่นซอง รายละเอียดสเปก และข้อมูลความเชื่อมโยงต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบในอนาคต
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ยังไม่ต้องการให้เรื่องดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการโจมตีทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่าหลังการเลือกตั้งจะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด พร้อมระบุว่าแม้จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อการบริหารงานของผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน แต่ก็ยอมรับว่ายังมีผลงานบางด้านที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่าคลองบางเขนซึ่งมีความยาวกว่า 11 กิโลเมตร ควรได้รับการฟื้นฟูให้กลับมามีน้ำสะอาดและสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง พร้อมผลักดันนโยบายอากาศสะอาด ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และแก้ไขปัญหาการจราจรด้วยแนวคิด “รถยนต์บินได้” ควบคู่กับการควบคุมมาตรฐานเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดมลพิษ
ด้านการศึกษา กลุ่มกรุงเทพบินได้มีนโยบายเพิ่มค่าอาหารนักเรียนสังกัด กทม. จากเดิมวันละ 40 บาท เป็นวันละ 100 บาท พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดอาหารว่างช่วงบ่ายให้กับนักเรียน รวมถึงผลักดันให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาบางส่วนเข้าสู่การกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้รับสวัสดิการทางการศึกษาอย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดขยายโครงการนมโรงเรียนให้ครอบคลุมถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเพิ่มระยะเวลาการได้รับนมโรงเรียนจากเดิมประมาณ 200 วันต่อปี เป็น 365 วันต่อปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และส่งเสริมสุขภาพเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานคร
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงประเด็นภัยพิบัติ โดยเห็นว่ากรุงเทพมหานครจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือเหตุแผ่นดินไหวและภัยพิบัติในอนาคต ทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์ และแผนปฏิบัติการ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นายมงคลกิตติ์ เสนอให้มีการถ่ายโอนภารกิจดูแลถนนบางสายจากกระทรวงคมนาคมมายังกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะถนนพระราม 2 ซึ่งมองว่าปัญหาสำคัญเกิดจากโครงสร้างพื้นฐานและฐานรากที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดิน พร้อมยืนยันว่าหากได้รับโอกาสบริหารกรุงเทพมหานคร จะเร่งแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี
นายมงคลกิตติ์ ย้ำว่า หากกลุ่มกรุงเทพบินได้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะดำเนินการตรวจสอบทุกโครงการที่มีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส โดยหากพบความผิดปกติจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบสวนทางวินัย และส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่า นโยบายสำคัญของกลุ่มกรุงเทพบินได้ ได้แก่ รถยนต์บินได้ การพัฒนาไดโนปาร์คด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์จากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาการจราจร การยกระดับคุณภาพชีวิต และการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง โดยเชื่อว่าหากได้รับโอกาสบริหารกรุงเทพมหานคร จะทำให้เมืองหลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะของกลุ่มกรุงเทพบินได้มีกำหนดเดินทางต่อไปยังโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค เพื่อพบปะประชาชนและผู้สนับสนุนตามกำหนดการหาเสียงต่อไป.
