รวบคู่หูทางเปลี่ยว! สืบห้วยขวางตามแกะรอยกล้องวงจรปิด รวบ 2 ทรชนควบเวฟกระชากไอโฟน 13 สาวเมียนมาคาป้ายรถเมล์รัชดา ขยายผลตามยึดของกลางคืน สารภาพสิ้นไส้หวังปลดล็อกเอาไว้ใช้เอง แบ่งเงินให้เพื่อนร่วมแก๊งแค่ 500 บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผกก.สน.ห้วยขวาง และ พ.ต.ท.ธเนศ ศรีจำปา รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.อัครเจตต์ วันแจ้ง สว.สส.สน.ห้วยขวาง พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมตัว นายเทิดศักดิ์ อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด และ นายภาคิน อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดนครปฐม ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะฯ หรือรับของโจร พร้อมด้วยของกลางโทรศัพท์มือถือไอโฟน 13 สีฟ้า รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ สีดำ-เทา หมายเลขทะเบียน 5ขท–7315 กรุงเทพมหานคร คันที่ใช้ก่อเหตุ และหมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีดำอีกจำนวน 2 ใบ

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 08.00 น. เกิดเหตุคนร้ายสองคนขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามากระชากโทรศัพท์มือถือไอโฟน 13 สีฟ้า จากมือของหญิงผู้เสียหายสัญชาติเมียนมา ขณะกำลังนั่งรอรถโดยสารประจำทางและเล่นโทรศัพท์อยู่บริเวณป้ายรถเมล์หน้าตึกไทยประกัน ถนนรัชดาภิเษก แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
ก่อนที่คนร้ายจะพากันขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีมุ่งหน้าไปทางแยกเทียมร่วมมิตรอย่างรวดเร็ว ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อหลักฐานในการติดตามตัวคนร้ายและนำทรัพย์สินกลับคืน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ห้วยขวาง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียงอย่างละเอียด จนพบเบาะแสของชายต้องสงสัยทั้งสองคนและสามารถไล่กล้องตามเส้นทางหลบหนีจนทราบหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์คันก่อเหตุ ก่อนจะขยายผลสืบทราบว่าผู้ครอบครองรถคือ นายเทิดศักดิ์ ซึ่งมีข้อมูลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเช่าภายในตรอกบวรรังสี ถนนตะนาว แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบและพบตัวนายเทิดศักดิ์พร้อมรถจักรยานยนต์และหมวกกันน็อกที่ใช้ในวันก่อเหตุ

จากการสอบสวน นายเทิดศักดิ์ยอมรับสารภาพว่าตนเองทำหน้าที่เป็นคนขับรถจักรยานยนต์พานายวิน หรือนายภาคิน ไปร่วมกันก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์จริง โดยหลังเกิดเหตุได้นำโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปส่งซ่อมที่ร้านโทรศัพท์ย่านสนามเสือป่าเพื่อปลดล็อกระบบและตั้งใจจะนำมาเก็บไว้ใช้งานเอง โดยแบ่งเงินให้นายภาคินไปเพียง 500 บาท เจ้าหน้าที่จึงให้ขยายผลต่อนำทางไปจับกุมตัวนายภาคิน ซึ่งเป็นบุคคลเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ได้ที่บริเวณด้านหลังธนาคารกสิกรไทย สาขาบางลำพู ก่อนจะพาไปตรวจยึดโทรศัพท์มือถือของกลางกลับคืนมาจากร้านรับซ่อมมือถือได้เป็นผลสำเร็จ

เบื้องต้นผู้เสียหายได้เดินทางมาดูของกลางพร้อมยืนยันว่าเป็นโทรศัพท์มือถือของตนเองที่ถูกก่อเหตุจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพากระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม หรือรับของโจร” ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
