กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (คอมมาโด) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., และ พ.ต.อ.ศตวรรษ บุญมี ผกก.1 บก.ปพ. ได้สั่งการให้ทีมสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.จตุพร ติกแก้ว สว.กก.1 บก.ปพ. เข้าจับกุมตัวนายพิทยา (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ, ศาลจังหวัดเชียงใหม่ และศาลจังหวัดชัยนาท ซึ่งตกเป็นตัวการสำคัญในเครือข่ายมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

เปิดพฤติการณ์ของนายพิทยานั้นถือเป็นรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ที่ใช้ความซับซ้อนในการหลอกลวงเหยื่อ เริ่มจากการหลอกลวงแม่ค้าออนไลน์ในพื้นที่สมุทรปราการให้เปิดร้านและโอนเงินสร้างเครดิตบนเว็บไซต์ “NEXEEDS” สูญเงินไปกว่า 173,140 บาท ไปจนถึงอุบายที่เหี้ยมเกรียมที่สุดคือการหลอกซ้ำเติมเหยื่อเก่าในพื้นที่เชียงใหม่ โดยมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ “กระทรวงยุติธรรม” โทรศัพท์ลวงผู้เสียหายที่เคยถูกโกงมาก่อนว่าหน่วยงานมีนโยบายช่วยเหลือดึงเงินคืน แต่มีเงื่อนไขให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเพื่อ “ทำภารกิจโจมตีเว็บไซต์มิจฉาชีพ” ส่งผลให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินซ้ำไปอีก 16,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีกรณีในจังหวัดชัยนาทที่หลอกให้ทำกิจกรรมรับค่าคอมมิชชันออนไลน์ผ่านบัญชีม้าถึง 4 บัญชี จนเหยื่อสูญเงินไปอีก 70,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากทุกกรณีถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการแพร่ระบาดของแก๊งมิจฉาชีพในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

ในชั้นสอบสวน นายพิทยาได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเองเป็นเพียงผู้ถูกหลอกให้ไปหางานทำผ่านทาง Facebook ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ก่อนจะถูกบังคับข้ามพรมแดนไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อทำหน้าที่เป็น “ม้าสแกนหน้า” ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนในฐานะเครื่องมือยืนยันตัวตนในการโอนเงินผิดกฎหมาย ซึ่งได้รับค่าตอบแทนเพียง 1,000 บาทเท่านั้น ก่อนจะถูกส่งตัวกลับเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางช่องทางธรรมชาติในจังหวัดจันทบุรี

โดยล่าสุดต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 14.25 น. ที่บริเวณริมถนนซอยพระเทพรัตนโมลี 6 เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยชุดสืบสวนได้เฝ้าสังเกตการณ์จนพบตัวผู้ต้องหาขณะกำลังขับรถยนต์ตู้ทึบเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที ซึ่งเบื้องต้นนายพิทยายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ก่อนถูกคุมตัวส่ง สน.จรเข้น้อย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องหาจะอ้างว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการถูกบังคับ แต่ในทางกฎหมาย การยินยอมเปิดบัญชีหรือสแกนหน้าให้ผู้อื่นนำไปใช้ในธุรกรรมที่ผิดกฎหมายนั้น ถือเป็นความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับอย่างหนัก ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับประชาชนให้ตระหนักถึงภัยมืดจากการรับจ้างเปิดบัญชีหรือการให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะการสแกนใบหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงธุรกรรมการเงินส่วนตัว ซึ่งหากหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพแล้วจะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของเหยื่ออีกนับไม่ถ้วนตามที่ปรากฏในคดีนี้
