เป็นประเด็นดราม่าในกลุ่มผู้อยู่อาศัย เมื่อเจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติ (กคช.) โครงการบ้านประชานิเวศน์ 1 ได้ทำการปรับภูมิทัศน์ด้วยการ “ตัดโค่นต้นไม้ใหญ่” ออกจากแนวถนนฝั่งขาเข้าคอนโดทั้ง 3 อาคาร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การรวมตัวคัดค้านของชาวคอนโด(บางส่วน) เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเพียงแค่ “ตัดแต่งกิ่งก้าน” ตามที่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้การเคหะฯ จำต้องยอมชะลอการตัดต้นไม้ที่เหลืออีก 5 ต้นในแนวถนนฝั่งขาออกไว้ชั่วคราว
*ย้อนแย้งนโยบายสีเขียว “วันต้นไม้แห่งชาติ”

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความขัดแย้งทางความรู้สึกให้กับลูกบ้านอย่างมาก เนื่องจากเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหาร ร่วมกันจัดกิจกรรมปลูก “ต้นปีบ” เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2569 ณ บริเวณหน้าอาคาร 1 สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ป่าไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากการสุ่มสำรวจความคิดเห็นของลูกบ้านที่มีมากกว่า 500 ครอบครัว ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงความย้อนแย้งนี้อย่างดุเดือด เช่น
-“แค่กิจกรรมโชว์สื่อแต่ไม่ได้อยู่ใต้จิตสำนึกครับ”
-“จริงค่ะ ย้อนแย้งสุดๆ……”
-ผู้อยู่อาศัยบางส่วนระบุว่า ตลอดเกือบ 30 ปีของโครงการ ไม่เคยมีการตัดโค่นทำลายต้นไม้ใหญ่เช่นนี้มาก่อน มีเพียงการตัดแต่งกิ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของลูกบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่บางส่วนกลับมองต่างมุม เช่น จยย.รับจ้างที่มารอรับผู้อาศัยด้านร้านราดหน้าบางกอก และ ผู้อยู่อาศัยบางคน ระบุว่า การตัดต้นไม้ทำให้ทัศนียภาพดูโปร่งโล่ง มองเห็นได้ไกล ไม่บดบังสายตา และช่วยลดจุดอับสายตา ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพเข้ามาฉวยโอกาสก่อเหตุลักวิ่งชิงปล้น
*สะท้อนสังคมเปิดมุมมอง นร.ขาสั้น ตอบตาม “ยอดไลก์” โซเชียล พร้อมเปลี่ยนสคริปต์กะทันหัน

อีกหนึ่งสีสันและแง่มุมสะท้อนสังคมยุคดิจิทัลจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนที่อยู่ติดกับโครงการคอนโดฯ ซึ่งมักจะมานั่งรวมตัวจับกลุ่มพูดคุยและเล่นสนุกสนานกันหลังเลิกเรียน
เมื่อผู้สื่อข่าวลองเปิดประเด็นขอความคิดเห็นเรื่องที่การเคหะฯ ตัดต้นไม้ใหญ่ทิ้ง คำตอบแรกที่ได้จากกลุ่มเยาวชนกลับไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นคำถามย้อนศรกลับมาที่ผู้สื่อข่าวว่า

“พี่จะถ่ายแบบแนวคนรักต้นไม้เหรอ? แล้วพี่มีคนติดตามใน TikTok เท่าไหร่?”
เมื่อผู้สื่อข่าวโชว์โปรไฟล์โซเชียลมีเดียที่มีคนกดถูกใจทะลุเกิน 1 ล้านไลก์ให้ดู กลุ่มนักเรียนถึงกับตาโตและยอมเปิดปากให้สัมภาษณ์ทันที แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ “พฤติกรรมการปรับเปลี่ยนคำพูดตามหน้ากล้อง” อย่างเห็นได้ชัด
-เบื้องหลัง (ก่อนอัดคลิป) น้องๆ พูดคุยตามความรู้สึกจริงในฐานะวัยรุ่นว่า “ก็ดีนะพี่ แลดูโปร่งโล่งดี”

-เบื้องหน้า (เมื่อรู้ว่าจะอัดคลิปเล่าลงโซเชียล) พอกล้องเริ่มเปิดและรู้ว่าจะถูกนำไปลงสื่อออนไลน์ กลุ่มนักเรียนกลับเปลี่ยนท่าทีและสลับโหมดเข้าสู่ “แนวอนุรักษ์ธรรมชาติ” ทันควัน โดยให้เหตุผลหน้ากล้องอย่างเป็นงานเป็นการว่า “มีต้นไม้ไว้ดีกว่าครับ ไม่ร้อน แถมยังช่วยบังแดดได้ดีมากๆ ด้วย”
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของเด็กยุคใหม่ (Gen Z) ที่มีความเข้าใจและตื่นตัวต่อกระแสบนโลกโซเชียลมีเดียเป็นอย่างดี พวกเขารู้ว่า “คอนเทนต์” แบบไหนที่สังคมต้องการเห็น และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการแสดงออกให้เข้ากับแพลตฟอร์มเพื่อภาพลักษณ์ที่เหมาะสมในโลกออนไลน์ แม้ว่าในใจลึกๆ อาจจะชอบความโปร่งโล่งสบายตามากกว่าก็ตาม
*ไม่ขอต้นไม้ใหม่…แต่ขอ “ตู้เสบียง” คืน
สิ่งที่น่าสนใจจากการลงพื้นที่สอบถามคือ แม้ลูกบ้านส่วนใหญ่จะเสียดายและไม่เห็นด้วยกับการตัดต้นไม้ แต่กลับ ไม่มีใครเรียกร้องให้การเคหะฯ นำต้นไม้ใหม่มาปลูกทดแทน

กระแสส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นไปที่ความเดือดร้อนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเรียกร้องอยากได้ ห้างซูเปอร์มาร์เก็ต (เช่น ท็อปส์ หรือแบรนด์ใดก็ได้) กลับมาเปิดให้บริการในพื้นที่อีกครั้ง หลังจากที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ได้โบกมือลาโครงการไปเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 หรือครบรอบ 1 ปีเต็มไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อทำหน้าที่เป็น “ตู้เสบียงและตู้กับข้าว” ประจำชุมชนเหมือนในอดีตย้อนรอยตำนาน 26 ปี “ท็อปส์ ประชานิเวศน์ 1” สู้ค่าเช่าไม่ไหว
จากรายงานของสำนักข่าวประชาชาติธุรกิจ (16 พ.ค. 2568) ระบุว่า ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต สาขาประชานิเวศน์ 1 ซึ่งอยู่คู่คอนโดมานานกว่า 26 ปี รองรับลูกบ้านกว่า 2,700 ห้อง จำเป็นต้องปิดตัวลงอย่างถาวรเนื่องจาก การเคหะแห่งชาติได้ปรับขึ้นค่าเช่าจากเดือนละ 7 แสนบาท เป็น 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ปัจจุบันท็อปส์จึงได้ย้ายไปเปิดให้บริการที่ “ตลาดบองมาร์เช่” ซึ่งห่างออกไปประมาณ 900 เมตรแทน

ความต้องการของชาวคอนโดประชานิเวศน์ 1 ในวันนี้ ที่ฝากไปถึงท่านผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องพื้นที่สีเขียว แต่รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของการเคหะฯ ที่ควรตอบโจทย์ปากท้องและวิถีชีวิตที่สะดวกสบายของชุมชนอย่างแท้จริง
