วันนี้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” อายุ 43 ปี ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องชื่อดัง เดินทางมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมขอให้ตรวจสอบกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้บุคคลที่สามติดต่อเชิญเข้าพบ ทั้งที่ไม่มีหมายเรียก และมีการกดดันให้ชำระหนี้
นายโทนทอง เปิดเผยว่า การเดินทางมาในวันนี้เพื่อต้องการร้องขอความเป็นธรรมกับ ผบ.ตร. เนื่องจากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ให้บุคคลที่สาม คือ “ป๋อง สุพรรณ” (นายเสมอ งิ้วงาม) ติดต่อเชิญตนเข้าพบ โดยไม่มีหมายเรียก แต่ตนยินยอมไปพบ เนื่องจากไว้ใจบุคคลดังกล่าว
โดยระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ชั้น 27 ซึ่งเป็นชั้นผู้บังคับบัญชา ภายในห้องของบิ๊กเต่า เมื่อเข้าไปภายในห้อง พบว่ามี นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ คู่กรณี ทนายความ เลขาของคู่กรณี รวมถึงบุคคลที่อ้างว่าเป็นพนักงานอัยการ และ “บิ๊กเต่า” ร่วมอยู่ด้วย โดยมีการพูดคุยเจรจาเกี่ยวกับหนี้สินของตนกับเจ้าหนี้
นายโทนทอง อ้างว่า ระหว่างการพูดคุย “บิ๊กเต่า” ได้โยนแฟ้มเอกสารที่มีรูปทรัพย์สินของตน เช่น รถยนต์ นาฬิกา รวมถึงรูปถ่ายภรรยา มาให้ดู พร้อมทั้งบุคคลที่อ้างว่าเป็นอัยการ ได้ร่วมกันกดดันให้ตนและทนายความยกเลิกสัญญารับสภาพหนี้เดิม ซึ่งมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่ง และให้ทำสัญญาฉบับใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่ตนเสียเปรียบ และได้มีการนัดหมายให้ตนเข้าไปพบอีกครั้งในวันที่ 24 เมษายนแต่ในครั้งนั้นตนไม่ได้ไปด้วยมอบหมายอำนาจให้ทนายความเข้าพบ เป็นครั้งที่ 2 โดยทนายความบอกกับตนเองว่าเป็นการพูดคุยเรื่องเดิมคือการให้ชำระหนี้ทันที รวมถึงให้ยกเลิกสัญญา
ทั้งนี้ ตนรู้สึกว่าถูกกดดัน บังคับ และขู่เข็ญให้ชำระหนี้ทันที ทั้งที่ในสัญญาระบุให้ชำระหนี้ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือภายในปี 2573 ซึ่งตนยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว และได้นำอาคารที่อยู่อาศัยของตนมาเป็นหลักประกัน โดยสัญญาดังกล่าว คู่กรณีเป็นผู้ให้บริษัทกฎหมายจัดทำขึ้นเอง แต่เมื่อเข้าพบกลับถูกระบุว่าสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายโทนทอง ตั้งคำถามว่า การกระทำลักษณะดังกล่าว เจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้อำนาจหน้าที่มาเป็นตัวแทนทวงหนี้ได้หรือไม่ ทั้งที่ไม่มีหมายเรียกให้เข้าพบ และบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นอัยการตนก็ไม่ทราบว่าเป็นอัยการจริงหรือไม่จึงอยากให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมระบุว่า ตนในฐานะประชาชนที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน ควรได้รับสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียม แม้ตนจะมีผู้ติดตามในทุกแพลตฟอร์มรวมเกือบ 3 ล้านคน ยังถูกกระทำเช่นนี้ หากเป็นประชาชนทั่วไปจะได้รับผลกระทบเพียงใด
ปัจจุบันตนยอมรับว่ารู้สึกไม่ปลอดภัย มีทั้งความกลัวและความระแวง จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
