หยุดขบวนการขนแรงงานเถื่อน ชนรถเจ้าหน้าที่เปิดทางหนีก่อนถูกรวบ 19 ราย คาแหล่งกบดาน ลอบส่งต่อมาเลเซีย

หยุดขบวนการขนแรงงานเถื่อน ชนรถเจ้าหน้าที่เปิดทางหนีก่อนถูกรวบ 19 ราย คาแหล่งกบดาน ลอบส่งต่อมาเลเซีย ค่าหัว 75,000 บาทต่อคน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง กก.2 บก.ทล.ร่วมกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง

ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา

1. บุคคลสัญชาติเมียนมา ผู้ถูกจับที่ 1-19

โดยกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาที่ 1 -19 “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต”พร้อมทั้งได้กล่าวโทษ

2.นายอำพน (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี เจ้าของ โทรศัพท์ บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถ ที่พบใน รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า ตอนเดียว สีเทา ติดแผ่นป้ายทะเบียนจ.กรุงเทพมหานคร

3.นางอนงค์ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ผู้แสดงตัวเป็นผู้ครอบครองบ้านที่เกิดเหตุและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดทั้งหมด โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้ เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือ ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้น พ้นจากการจับกุม”

พร้อมตรวจยึดของกลาง

1.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า ตอนเดียว สีเทา ติดแผ่นป้ายทะเบียน จ.กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ จำนวน 1 คัน

2.กระเป๋าสะพายข้างแบบหนังสีน้ำตาล จำนวน 1 ใบ ภายในพบโทรศัพท์มือถือ บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถ อยู่หลังเบาะคนขับภายในรถยนต์

3.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ไอโฟน รุ่น 7 พลัส สีแดง จำนวน 1 เครื่อง

4.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า สีดำ ติดแผ่นป้ายทะเบียน จ.กระบี่ จำนวน 1 คัน

5.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ Infinix สีฟ้า จำนวน 1 เครื่อง

6.แผ่นป้ายทะเบียนรถ จ.จำนวน 1 แผ่น หลังเบาะนั่งคนขับของรถยนต์

7.แผ่นป้ายทะเบียนรถ จ.สมุทรปราการ จำนวน 2 แผ่น หลังเบาะนั่งคนขับของรถยนต์ ร

สถานที่จับกุม บริเวณบ้านพัก ในพื้นที่ ม.4 ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. นายอำเภอท่าแซะได้รับแจ้งจากพลเมืองดี (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่ามีความเคลื่อนไหวต้องสงสัยเกี่ยวกับการลักลอบขนย้ายแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ในพื้นที่ ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และได้รับคำสั่งให้เร่งเข้าตรวจสอบ โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ทล.4 กก.2 บก.ทล. ลงพื้นที่ทันที ต่อมาเวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้เดินทางถึงจุดเป้าหมาย พบรถยนต์กระบะตอนเดียวสีดำคันหนึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน ภายในห้องโดยสารมีบุคคลจำนวนหลายคน ขณะเดียวกันรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้จอดอยู่บนถนนสาธารณะหน้าบ้านหลังดังกล่าว เมื่อรถต้องสงสัยพบเห็นเจ้าหน้าที่ ได้เร่งเครื่องพุ่งชนรถของทางราชการ เพื่อเปิดทางหลบหนีอย่างอุกอาจ จากการตรวจสอบพื้นที่ พบรถยนต์กระบะตอนเดียว ยี่ห้อโตโยต้า รีโว สีดำ ป้ายทะเบียน จ. กรุงเทพมหานคร จอดติดเครื่องยนต์อยู่ โดยในกระบะบรรทุกแรงงานชาวเมียนมาจำนวน 10 คน และภายในห้องโดยสารอีก 4 คน แต่ไม่พบผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบว่าบุคคลทั้งหมดไม่มีเอกสารแสดงการเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง และไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้

ตรวจค้นภายในรถ พบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน รุ่น 7 พลัส สีแดง วางอยู่บริเวณเบาะคนขับ นอกจากนี้ยังพบรถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้อโตโยต้า รีโว สีดำ ป้ายทะเบียน จ.กระบี่ จอดอยู่ด้านหลังบ้าน ภายในกระบะบรรทุกสัมภาระจำนวนหลายใบ แต่ไม่พบผู้ขับขี่หรือแรงงานแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจสอบบริเวณโดยรอบ กระทั่งพบแรงงานชาวเมียนมาหลบซ่อนตัวอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันด้านหลังบ้านเพิ่มเติมอีก 5 คน ซึ่งทั้งหมดไม่พบเอกสารการเดินทางเข้าประเทศโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เรียกบุคคลภายในบ้านเข้าชี้แจง โดยนางอนงค์ (สงวนนามสกุล) แสดงตัวเป็นผู้ครอบครองบ้าน ให้การว่าเพิ่งกลับจากไปขายของ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดรถยนต์ทั้งสองคัน พร้อมโทรศัพท์มือถือของกลาง และควบคุมตัวแรงงานชาวเมียนมารวมทั้งหมด 19 คน นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมาในวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. เจ้าหน้าที่ได้ประสานล่ามเพื่อสอบปากคำแรงงานทั้งหมด โดยแรงงานจำนวน 18 คนให้การตรงกันว่า ได้เดินทางออกจากภูมิลำเนาในประเทศเมียนมา มารวมตัวกันที่เมืองย่างกุ้ง ก่อนนั่งรถโดยสารไปยังเมืองมอละแม พักค้างคืน 2 คืน จากนั้นออกเดินทางต่อเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ชายแดนบริเวณเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ถึงในวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 16.00 น.หลังจากนั้นมีนายหน้าชาวไทย 1 คน และชาวเมียนมา 1 คน มารับและพาลักลอบข้ามแดนเข้าสู่ประเทศไทยด้วยเรือหางยาว ก่อนให้พักซ่อนตัวในป่าประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนการเดินทางเป็นรถยนต์กระบะ 2 คัน ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง ไปพักยังสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ไม่ทราบจังหวัด ต่อมามีรถกระบะมีรั้วสีขาว 2 คัน มารับไปส่งต่อ และระหว่างคืนวันที่ 22 เมษายน ได้มีการแวะพักตามบ้านสวนอีกแห่งหนึ่งกระทั่งวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. มีรถยนต์กระบะสีดำจำนวน 2 คัน (ซึ่งเป็นรถที่ถูกตรวจยึด) มารับเพื่อเดินทางต่อไปยังปลายทางประเทศมาเลเซีย โดยมีการตกลงค่าเดินทางคนละประมาณ 75,000 บาท ซึ่งจะชำระโดยการทำงานใช้หนี้เมื่อถึงปลายทาง

ภายหลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผ่านล่ามว่า บุคคลทั้งหมดมีความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน” ตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จัดทำบันทึกการจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ส่วนนายอำพนฯ เจ้าของโทรศัพท์มือถือ ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ และนางอนงค์ฯ ผู้เป็นเจ้าบ้าน จากการตรวจค้น และตรวจสอบพยานหลักฐานอื่นๆ ของเจ้าหน้าที่ ทำให้เชื่อว่า ทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบขนบุคคลต่างด้าวนี้ จึงได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง

สอบถามคำให้การเบื้องต้นให้การ ชั้นจับกุม จากการสอบถามเบื้องต้นแรงงานชาวเมียนมาทั้งหมดให้การผ่านล่ามว่าได้ลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีนายหน้าลำเลียงต่อเป็นทอด ๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซีย และตกลงค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 75,000 บาท ซึ่งจะชำระภายหลังด้วยการทำงานใช้หนี้เมื่อถึงปลายทาง

About The Author

Related posts