ปฏิบัติการดุทลายเครือข่ายโคเคน “แพทริค” ตำรวจตะลุมบอน บุกชาจน์ bigbossโคเคน ชายผิวสีร่างยัก แบบ 5 ต่อ 1 เกือบเอาไม่ลง สุดท้ายท่าทีขึงขังกลายเป็น “แต๋วแตก” เพราะ รองจ๋อ ดันไปเจอเงิน 1.5ล้านบาทที่ซ่อนอยู่ใต้เพดานฝ้าในห้องน้ำ ถึงกับตาคริวกินร้องเสียงหลง นั่งร้องไห้ ตลอดการจับกุม ลั่น “ขอกลับบ้านไม่อยากแก่ตายในคุกไทย”โดยเจ้าตัวอ้างเป็นบาทหลวง


1.MR.Patric (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 47 ปี สัญชาติไนจีเรีย แฝงตัวอยู่ในคอนโดหรูย่านพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ
ถูกแจ้งข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาต” (ดำเนินคดี 5 กรรม)
จับกุมได้ที่ ปากซอยสีลม 1 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯตรวจสอบประวัติพบว่าอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาราว 17 ปี โดยปัจจุบันได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยด้วยเหตุที่ เป็นครอบครัวของผู้มีสัญชาติไทย (มีภรรยาเป็นชาวไทย)

2. Mr.Thomas (สงวนนามสกุล) สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ อายุ 60 ปี
ถูกแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมของกลาง โคเคน จำนวน0.87 กรัม
จับกุมตัวได้ที่ บริเวณ หน้าร้านซิปบาร์ราชพฤกษ์ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
3.นายยศ (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 35 ปี อยู่ที่ซ.สุขุมวิท 64 แขวงพระโขนงใต้ เขตพระโขนงกรุงเทพ ถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”
จับกุมตัวได้ที่ บริเวณพระราม 3 ถ.พระรามที่ 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพ
4.นายณัฐ (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 34 ปี อยู่ที่ตรอกอิศรานุภาพ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธ์ธวงศ์ กรุงเทพ

ถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” จับกุมตัวได้ที่ บริเวณถนนพระราม 3 ถ.พระรามที่ 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพ
จับกุมตัวได้ที่ บริเวณพระราม 3 ถ.พระรามที่ 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพ
ตรวจยึดของกลาง และยึดทรัพย์สินดังนี้
1.โคเคน จำนวน 30 กรัม (อยู่ระหว่างขยายผลหลายจุด)
2.รถยนต์ 1 คัน มูลค่าประมาณ 500,000 บาท
3.เงินสดจำนวนประมาณ 1,500,000 บาท
4.สร้อยคอทองคำ นาฬิกาแบรนด์เนม และเครื่องประดับ หลายรายการ มูลค่าประมาณ 400,000 บาท
5.เงินสกุลต่างประเทศ จำนวนประมาณ 15,000 บาท

พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ,พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบด้านยาเสพติดได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการปลอมตัวเป็น “ช่างปูน” บุกทลายเครือข่ายแก๊งผิวสีย่านนานา สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวผิวสี สัญชาติไนจีเรีย 9 ราย ซึ่งต่อมาได้มีการขยายผลการจับกุมหาต้นตอโคเคน ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 69 เปิดปฏิบัติการ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น. และ ป.ป.ส. รวบเจ้าแม่โคเคน ภรรยาชาวผิวสี พร้อมพวกรวม 4 ราย ตรวจยึดของกลางโคเคนได้จำนวนมาก พร้อมยึดทรัพย์สินได้รวมกว่า 7 ล้านบาท โดยพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ทำการขยายผลการจับกุมต่อเนื่องไปจนกระทั่งชุดสืบสวนได้พบกับข้อมูลของ“เจ้าพ่อโคเคน” นามแฝง “แพทริค” ชาวผิวสีร่างยักษ์วัย 47 ปี ระดับ Bigboss ผงขาวในเมืองไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของขบวนการลำเลียงโคเคนจากทวีปแอฟริกาเข้ามายังประเทศไทย เมื่อแกะรอยพบโมเดลธุรกิจ“ไร้ตัวกลาง” ที่ข้ามขั้นตอนการขายส่งเพื่อกินกำไร และหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม ที่น่าตกใจพบว่าคนร้ายรายนี้แฝงตัวอยู่ในเมืองไทยมาเป็นเวลากว่า 17 ปี เจ้าหน้าที่ “แกะรอย 4 เดือน” เพื่อค้นหา Bigbossผิวสีรายนี้ มีความยกแม้ว่าจะมีข้อมูลการขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุว่าเป็นสามีของชาวไทย แต่เมื่อขุดคุ้ยเข้าไปก็พบว่าเป็นการสมรสอำพราง ไร้ความเชื่อมโยงใดให้สืบสาวต่อ จนใช้วิธีการ “เข้าเกลียว” โดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ส่ง ร.ต.อ.เลิศวริศ เลิศวรปรีชา รอง สว.ฝอ.บก.สส.บช.น. อำพรางเป็นวัยรุ่นชาวต่างชาติ แฝงตัวเข้าไปสู่ “กลุ่มลับ” ในแอ็พพลิเคชั่นกระทั่งได้พบกับโปรไฟล์ของ “แพทริค” Bigboss ในขบวนการ เป็นภาพชาวผิวสีสวมชุดสีเขียว (ชุดบาทหลวง) คอยสั่งการผ่านแชทสนทนา ด้วยระยะเวลากับทักษะการแสดงของตำรวจอำพลางเป็นไปได้อย่างแนบเนียน จนกระทั่งรู้ข้อมูลในขบวนการอย่างละเอียด จนนำมาสู่การวางแผนเพื่อปฏิบัติการจับกุมทั้งเครือข่าย“ปฏิบัติ

การทลายเครือข่าย” ครั้งนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ไม่เพียงวางแผนปฏิบัติการเด็กปีก Bigboss รายนี้ แต่ยังวางแผนเพื่อทลายทั้งเครือข่าย โดยสนธิกำลังร่วมกับ นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. และ ป.ป.ส.กทม. กว่า 30 นาย “สะกดรอยติดตาม” Bigboss กระทั่งได้พบว่ามีการนำยาเสพติดไปตระเวนส่งให้กับเครือข่าย 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำการจับกุมขณะกระทั่งวันที่ 18 เม.ย. 69 เวลา 23.00 น. เจ้าพ่อผิวสี ได้ขับรถไปจอดที่บริเวณ ปากซอยสีลม 1 ชุดจับกุมเข้าจับกุมทว่าร่างกายที่สูงใหญ่กำยำ ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมต้องทุ่มสุดตัว เพื่อมิให้ Bigboss ผิวสีวิ่งหนีได้ ทว่าเจ้าหน้าที่กว่า 3 นายเข้าชาจพยายามล็อคตัวแต่ยังไม่สามารถเอาลงได้ จนต้องมารุมกันเกือบ 10 นาย จึงสามารถควบคุมตัวคนร้ายได้ โดยขณะจับกุม Bigboss ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กระทั่ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์รอง ผบช.น. และ นายปฤณ เมฆานันท์ผอ.ปปส.กทม. ได้ขยายผลค้นห้องพักจนพบกับ เงินสดเป็นล้าน ซุกซ่อนอยู่บนเพดานฝ้าในห้องน้ำ ทำให้ Bigboss ร่างยัก ที่มีท่าทีแข็งกระด้างเริ่มออกอาการตะคริวกินขา และยังขยายผลพบสถานที่ต้องสงสัยอีกหลายแห่งที่ทำให้ Bigboss ร่างยัก เอาแต่นั่งร้องไห้ในชั้นจับกุม หลังเสร็จสิ้นการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัว MR.Patric สัญชาติไนจีเรีย นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ , Mr.Thomasสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี , นายยศ และ นายณัฐ นำส่งพนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของทรัพย์สินที่ได้ตรวจยึดไว้ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ได้นำส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อดำเนินการเก็บรักษาและขยายผลสืบทรัพย์ต่อไป

ในชั้นจับกุม “แพทริค” เจ้าพ่อผงขาว ได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ไม่คิดว่าตำรวจจะไปเปิดเจอเงินบนฝ้าเพดานห้องน้ำ เงินนั้นเป็นเงินที่ได้มาจากประเทศไนจีเรีย โดยที่เอาไปซ่อนไว้บนฝ้าเพดานนั้นไม่ได้เป็นการซ่อน แต่คือการเก็บรักษา การโดนจับครั้งนี้ทำให้ตนเองรู้สึกช็อคมากเพราะทำมานานไม่คิดว่าจะมาโดนจับได้”

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. /รองโฆษก ตร กล่าวว่า “แม้ว่าคนร้ายจะไม่ให้ความร่วมมือในการขยายผลใด แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ป.ป.ส. มีข้อมูลและยังมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงการเป็นตัวการสำคัญในการลำเลียงยาเสพติดข้ามประเทศ และจากการสืบสวนคนร้ายรายนี้แฝงตัวอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานหลายสิบปี และจากการสืบสวนที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการประกอบอาชีพใดๆ มีเพียงพฤติกรรมตระเวนส่งยาเสพติดให้กับเครือข่ายของตน ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นการเด็ดปีกเครือข่ายโคเคนรายใหญ่ในเมืองไทย ซึ่งเกิดจากการบูรณาการกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ป.ป.ส. และสามารถทลายเครือข่ายได้ทั้งขบวนการ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายผลจนถึงที่สุดต่อไป จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนหากพบเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 หรือหรือ 191 หากเป็นความเดือดร้อนของประชาชน เราดำเนินการทันที ”
