เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 เม.ย.69 ที่บริเวณด้านหน้าแดนเนรมิตเก่า จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ พา นางน้ำหวาน (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี นายหน้าค่าที่ดิน ชาวเมืองสุรินทร์ เข้าร้องเรียนสื่อมวลชน ก่อนพบตำรวจกองบังคับการปราบปราม อ้างว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 4 คน แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อเหตุประทุษร้ายและชิงรถตู้หรูหายไปอย่างไร้ร่องรอยหน้าสถานีตำรวจ

นางน้ำหวาน ผู้เสียหายเปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากช่วงปลายปี 2567 ตนรู้จักน.ส.ภัคคีมา (นามสมมติ) จากการทำธุรกิจที่ดิน น.ส.ภัคคีมาและทีมงานนายหน้า ขอร้องให้ตนไปช่วยไถ่ถอนรถตู้ Hyundai H1 จากนายทุนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยตนได้สำรองเงินจ่ายไปกว่า 4 แสนบาท และได้รับมอบอำนาจให้ครอบครองรถคันดังกล่าว(เซ็นโอนลอย) ก่อนจะนำมาจอดไว้ที่บ้านพัก

กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2568 ทีมงานนายหน้ากลุ่มและ น.ส.ภัคคีมา ติดต่อมาอ้างว่าเป็นญาติจะมาขอชำระหนี้คืน จำนวน 4 แสนบาท และขอตรวจสอบสภาพรถเนื่องจากจอดไว้นานกลัวสตาร์ทไม่ติด ก่อนจะออกอุบายว่าน้ำมันหมดและอาสาขับรถไปเติมน้ำมันให้ โดยมีตนนั่งไปด้วย

เมื่อรถวิ่งไปถึงหน้าบริเวณค่ายทหารแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ นายหน้าคนขับได้จอดรถและวิ่งหนีไปขึ้นรถกระบะ 4 ประตูที่ขับตามมา จากนั้นมีชายฉกรรจ์ 4 คน ลงจากรถมาล้อมกรอบ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุกขึ้นมาบนรถตู้ โดยในมือถือวัตถุคล้ายของแข็งข่มขู่บังคับจะเอารถไปให้ได้
ด้วยความตกใจและเกรงอันตราย ตนจึงรวบรวมสติกระโดดไปที่เบาะคนขับแล้วซิ่งรถหนีเข้าไปยัง สภ.เมืองสุรินทร์ เพื่อหวังจะขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อไปถึงโรงพักกลับไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมาให้การช่วยเหลือตนเลย ขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์ได้ตามมาสมทบ พยายามบังคับให้ตนเซ็นเอกสารและพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อสละสิทธิ์รถ แต่ตนไม่ยอม

แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือหมด ในช่วงจังหวะที่ตนดินไปหาที่ชาร์จเพื่อติดต่อญาติ กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 4 คนได้ฉวยโอกาสขับรถตู้พร้อมเอาเอกสารสิทธิทั้งหมดที่อยู่ภายในรถหลบหนีไปทันที
หลังจากวันนั้นตนพยายามเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ มากกว่า 10 ครั้ง แต่กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่าตนไม่ใช่ผู้เสียหาย บอกว่าตนไม่มีชื่อเป็นเจ้าของรถตามทะเบียน ตนพยายามชี้แจงและแสดงหลักฐานการครอบครองและหนังสือมอบอำนาจจาก น.ส.ภัคคีมา (ซึ่งผ่อนไฟแนนซ์อยู่) ที่ถูกกลุ่มคนดังกล่าวชิงไป ตนพยายามติดต่อ น.ส.ภัคคีมา แต่ไม่สามารถติดต่อได้ทุกช่องทาง แถมยังมีคนอาสาติดต่อมาขอเงิน 1 แสนบาท จะช่วยเคลียร์คดีให้ทั้งหมดอีก ตอนนนี้เครียดมาก เงินก็สูญหมด แถมมีโทร.มาก่อกวนตลอด เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีรถยนต์ไม่รู้จักมาจอดซุ่มดูทุกวัน เกรงครอบครัวจะไม่ปลอดภัย

จ่าคิงส์ แตงทิม ระบุว่า “กรณีนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจ หากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงต้องแสดงตัวและมีหมายค้นหรือหมายยึดที่ชัดเจน ไม่ใช่การข่มขู่ชิงทรัพย์ต่อหน้าโรงพักเช่นนี้ วันนี้จึงต้องพาปู้เสียหายมาร้องความเป็นธรรมที่กองปราบฯ เพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นใคร และเหตุใดตำรวจในพื้นที่ถึงไม่รับแจ้งความ”

เบื้องต้นพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป.สอบปากคำผู้เสียหายก่อนหาทางช่วยเหลือตามกฎหมายต่อไป
